อุทธรณ์ยกฟ้อง เจ้าของค่ายมวย คดีค้ามนุษย์ หลอกทำสแกมเมอร์
อุทธรณ์ยกฟ้อง เจ้าของค่ายมวย คดีค้ามนุษย์ หลอกทำสแกมเมอร์
ข่าวอาชญากรรม

อุทธรณ์ยกฟ้อง เจ้าของค่ายมวย คดีค้ามนุษย์ หลอกทำสแกมเมอร์

ฟังข่าวนี้

วันที่ 8 กันยายน 2569 มีรายงานว่า ที่ห้องพิจารณาคดี 714 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดำ คม. 9/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอาหยง ชาวจีน กับ น.ส.พจนีย์ เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐาน สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์, ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมกระทำความผิดค้ามนุษย์ ด้วยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงาน

กรณีเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561 ตำรวจ บก.ปคม. จับกุมนายหวง หรือ อาหยง จำเลยที่ 1 เจ้าของค่ายมวย และเป็นโปรโมเตอร์จัดแข่งขันชกมวยในประเทศไทย หลังมีผู้เสียหาย 7 คน แจ้งความว่า ช่วงเดือน ม.ค. - พ.ค. 2564 พบโฆษณารับสมัครงานในอินเตอร์เน็ต จึงไปสมัครกลับถูกบังคับพาไปทำงานที่เมียวดี ประเทศเมียนมา ให้ทำงานสแกมเมอร์หลอกลวงคนไทย ต้องทำงานวันละ 12 ชม. ไม่มีวันหยุด หากไม่ยอมทำงานหรือไม่ได้ยอดตามที่ต้องการจะถูกส่งไปขังที่ห้องมืด ถูกทำร้ายร่างกายและใช้ไฟฟ้าช็อต หากอยากกลับประเทศต้องนำเงินมาเป็นค่าไถ่ตัว

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากพยานหลักฐานมีข้อพิรุธสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมฝึกอบรมพนักงานใหม่ที่ถูกหลอกลวงมา จำคุกเป็นเวลา 4 ปี ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย 7 คน ในจำนวนนี้มีทั้งเบิกความยืนยันว่า พบเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และมีพยานที่เป็นผู้เสียหายไม่ยืนยันว่าพบเห็นจำเลยที่ 1 ในห้องผู้บริหารของขบวนการค้ามนุษย์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา คำเบิกความของพยานจึงมีข้อพิรุธสงสัย อีกทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ไม่เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 ในห้องของขบวนการค้ามนุษย์ คำเบิกความของพยานจึงมีข้อพิรุธมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่

ปัญหาประการต่อมา จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 สมัครใจเข้าร่วมทำงานกับขบวนการค้ามนุษย์และได้ค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนงานให้แก่ผู้ที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นขบวนการสแกมเมอร์ โดยผู้เสียหายเห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ถูกบังคับ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 สมัครใจทำงานให้ขบวนการดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อผู้เสียหายทั้ง 7 คนฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 7 คน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสมคบ โดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ลงโทษจำคุก 4 ปี, ฐานร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมกระทำความผิดค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 2 รวมเป็นเวลา 7 ปี 12 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย โดยกำหนดให้รายละ 3 แสนบาท ถึง 5 แสนบาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องขังไว้ระหว่างฎีกา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ