วุ่นทั้งโรงพักเพราะเธอคนเดียว! สาวลาวกุเรื่องถูกชิงทรัพย์ 5 แสน ที่แท้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลฯ โอนสูญ 1.3 ล้าน
วุ่นทั้งโรงพักเพราะเธอคนเดียว! สาวลาวกุเรื่องถูกชิงทรัพย์ 5 แสน ที่แท้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลฯ โอนสูญ 1.3 ล้าน
ข่าวอาชญากรรม

วุ่นทั้งโรงพักเพราะเธอคนเดียว! สาวลาวกุเรื่องถูกชิงทรัพย์ 5 แสน ที่แท้ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลฯ โอนสูญ 1.3 ล้าน

ฟังข่าวนี้

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 09.00 น. ร.ต.อ.ทรงวุฒิ เสวิวัฒน์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นาหว้า จ.นครพนม ได้นำตัวนางมุกแก้ว อายุ 24 ปี เป็นสาวลาวเมืองปากช่อง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว จากห้องควบคุมเพื่อสอบสวนเพื่อเติม ในฐานความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยอ้างว่าถูกคนร้ายชิงทรัพย์เงินสดจำนวน 5 แสนบาท บริเวณถนนเชื่อมหมู่บ้านระหว่างบ้านดอนแดง-บ้านเหล่าพัฒนา ต.บ้านเสียว อ.นาหว้า จ.นครพนม ซึ่งขณะสิบเวรนำตัวผู้ต้องหาเข้าห้องสอบสวน ผู้สื่อข่าวที่ดักรออยู่ได้สอบถามถึงเหตุจูงใจที่กุเรื่องขึ้นมา นางมุกแก้วอ้างว่ามีหลายเรื่องกดดัน เพราะถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงสูญเงินไปรวมทั้งสิ้นจำนวน 1,3000,000 บาท

พฤติกรรมแห่งคดี เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณเกือบบ่ายสองโมง วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ทรงวุฒิ เสวิวัฒน์ ได้รับแจ้งจากศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ว่า มีคนร้ายจี้ชิงทรัพย์ที่ถนนบ้านดอนแดง-บ้านเหล่าพัฒนา ต.บ้านเสียว จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมชุดสายตรวจ และชุดสืบสวน พบรถยนต์กระบะมาสด้า สีดำ มีนางมุกแก้วเป็นผู้ขับขี่นั่งรอเพื่อให้ข้อมูล

นางมุกแก้วให้การว่าได้ขับรถกระบะตระเวนไปตามหมู่บ้าน เพื่อหาซื้อไส้เดือนตากแห้ง มาถึงที่เกิดเหตุมีคนร้ายจำนวน 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์มาดักหน้ารถ พร้อมใช้อาวุธมีดจี้ชิงทรัพย์ ด้วยความตกใจกลัวตนจึงเปิดประตูรถวิ่งหนี สักพักใหญ่ๆจึงย้อนกลับมาที่รถ พบว่าเงินสดจำนวน 500,000 บาทที่อยู่ในกระเป๋าสะพายถูกคนร้ายชิงไป ซึ่ง ได้สั่งการด่วนให้ชุดสืบสวนทั้งโรงพัก ลงพื้นที่หาข้อมูลเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เนื่องจากคนร้ายลงมือก่อเหตุกลางวันแสกๆอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ส่วนชุดสายตรวจก็ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ตามทางที่นางมุกแก้วกล่าวอ้าง ว่าได้เดินทางจากไหนไปไหน

ขณะที่ พ.ต.อ.ธวัชชัย อินทะเสย์ ผกก.สภ.นาหว้า ได้ตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของนางมุกแก้ว เพื่อมาเปรียบเทียบไทม์ไลน์และเวลา ตามคำกล่าวอ้างของผู้เสียหาย ปรากฏว่าพบข้อพิรุธหลายอย่าง ทั้งมีความย้อนแย้งกับคำให้การ โดยชุดสายตรวจเช็คภาพจากวงจรปิดแล้ว ไม่พบหลักฐานตามที่ผู้เสียหายในขณะนั้นยืนยัน ด้านสายสืบก็ไม่พบข้อมูลคนร้ายที่ใช้รถจักรยานยนต์แล่นผ่าน มั่นใจว่าคดีนี้ไม่ชอบมาพาพล จึงเค้นสอบเพื่อหาความจริงนานกว่า 2 ชั่วโมง ทำให้นางมุกแก้วถูกต้อนเข้ามุมจนรับสารภาพว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตนเป็นคนกุเรื่องเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เนื่องจากนำเงินที่ไว้สำหรับรับซื้อไส้เดือนตากแห้ง โอนไปให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์จนหมด จากผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องหาในทันที

นางมุกแก้วให้การว่าสามีเป็นชาวจีน ได้พากันมาเช่าบ้านอยู่ในพื้นที่ ต.บ้านเสียว อ.นาหว้า เพื่อรับซื้อไส้เดือนรวมทั้งตุ๊กแกตากแห้งจากชาวบ้าน เพื่อส่งไปยังประเทศจีน ต่อมาตนได้รู้จักคนในโลกโซเซียล อ้างเป็นนักธุรกิจเงินล้าน ชักชวนให้ลงทุนเป็นหุ้นส่วน โดยเสนอเงื่อนไขที่น่สนใจ ว่า ลงทุน 1 พันบาทจะได้คืนกลับ 1 พัน หรือหนึ่งเท่ากับเงินที่ร่วมหุ้นไป ทีแรกก็ลงไปแค่ 5 พันบาทเพียงแค่วันเดียวก็ได้คืนมา 10,000 บาท นักธุรกิจคนนั้นก็ชวนให้เพิ่มมูลค่าหุ้น จากพันเป็นหมื่นและกลายมาเป็นแสนบาท ระยะหลังเริ่มไม่มีการโอนคืน ทวงถามก็อ้างว่าเงินก้อนโตกำลังจะมาถึง พร้อมโน้มน้าวให้เพิ่มจำนวนเงินเรื่อยๆ ด้วยความโลภอยากได้เงินล้านจึงแอบโอนให้โดยที่สามีไม่รู้

ล่าสุดสามีเดินทางไปติดต่องานที่กรุงเทพฯ จึงมอบเงินสดจำนวน 5 แสนบาทให้ขับรถยนต์ตระเวนซื้อไส้เดือนตามหมู่บ้าน แต่ถูกกลับถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้อุบายหลอกล่อให้โอนเงินจำนวนดังกล่าว ก่อนจะบล็อกเบอร์ในที่สุด จึงรู้ว่าถูกหลอกแน่แล้ว มันถึงทางตันไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร จึงคิดอุบายว่าโดนคนร้ายจี้ชิงเงินไปจนหมด เพื่อใช้ไปอ้างกับสามี โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพาสปอร์ตผู้ต้องหา พบขออนุญาตเข้ามาถูกต้อง

ด้าน นายปราณีต นาครราช อายุ 66 ปี ชาวบ้านตาล ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะ เปิดเผยว่าผู้ก่อเหตุและสามี ได้มาขอเช่ารถเพื่อตระเวนรับซื้อไส้เดือนตากแห้งวันละ 300 บาทมาประมาณ 1 เดือนกว่าแล้ว เชื่อว่าไม่ได้เอาเงินไปเล่นพนันออนไลน์ แต่น่าจะโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง เหตุที่กุเรื่องขึ้นมาเพราะสามีชาวจีนเป็นคนอารมณ์ร้อน ถ้าพูดความจริงอาจโดนทำร้ายได้ เบื้องต้นสามีรู้เรื่องแล้วและโมโหมาก.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ