สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ส.ค.69 ที่ผ่านมา ได้มีนักศีกษาปี 1 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านปทุมวัน ได้มีมิจฉาชีพโทรศัพท์หาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จาก AIS สำนักงานใหญ่ แจ้งว่ามีคนนำชื่อผู้เสียหายไปเปิดซิมโทรศัพท์ที่ห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ จ.เลย จากนั้นมิจฉาชีพได้โอนสายให้คุยกับคนที่แอบอ้างเป็นร้อยเวร สภ.เมืองเลย และสั่งให้เพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ชื่อบัญชี “สภ.เมืองเลย”

ต่อมา คนร้ายได้โทรหาผู้เสียหายผ่านแอปพลิเคชันไลน์แล้วอ้างตัวเป็น “ผกก.สภ.เมืองเลย” และสั่งห้ามวางสาย พร้อมข่มขู่ว่า สภ.เมืองเลย ได้จับกุมผู้ต้องหาคดีฟอกเงินรายหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้ให้การซัดทอดว่า ผู้เสียหายได้ขายบัญชีธนาคารไปใช้รับโอนเงินเว็บพนันออนไลน์ จนสามารถอายัดเงินไว้ได้จำนวน 8.5 ล้านบาท โดยผู้เสียหายเป็นผู้ต้องสงสัยเนื่องจากไม่มีเงินสนับสนุนจากผู้ปกครอง จึงนำบัญชีตนเองไปขายเพื่อแลกส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์จากผู้ต้องหา
จากนั้นเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงสั่งให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยให้บอกข้อมูลบัญชีธนาคารและยอดเงินคงเหลือ ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงแจ้งข้อมูลบัญชีธนาคารทั้งหมด และแจ้งยอดเงินในบัญชีซึ่งมีอยู่รวมกันประมาณกว่า 8.5 แสนบาท จากนั้นคนร้ายจึงสั่งให้โอนเงินทุกบัญชีมารวมไว้บัญชีเดียวกัน แล้วสั่งให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่อ้างว่าเป็น “บัญชีกลาง ปปง.” เพื่อตรวจสอบ โดยคนร้ายรับปากว่าจะโอนคืนให้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

เมื่อผู้เสียหายโอนเงินรอบแรกแล้ว คนร้ายยังได้สั่งให้ผู้เสียหายโกหกพ่อเพื่อขอเงินเพิ่ม โดยให้อ้างว่านำเงินไปใช้เรื่องขอทุนมหาวิทยาลัยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ออสเตรเลีย และสั่งห้ามบอกใคร พ่อผู้เสียหายจึงโอนเงินให้ผู้เสียหาย รวม 2,700,000 บาท จากนั้นคนร้ายยังสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเพิ่มอีก และยังสั่งให้ถอนเงินสดจากเคาน์เตอร์ธนาคาร พร้อมสั่งให้ไปเปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์ ก่อนสั่งให้นำเงินสดไปมอบให้บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจที่หน้าโรงแรมดังกล่าว
จากกรณีดังกล่าว ภายในวันที่ 9 ส.ค.69 วันเดียว ผู้เสียหายได้โอนเงินและส่งมอบเงินให้คนร้ายรวมจำนวน 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 3,617,000 บาท ดังนี้
ครั้งที่ 1 เวลา 12.47 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 856,000 บาท
ครั้งที่ 2 เวลา 15.54 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 1,100,000 บาท
ครั้งที่ 3 เวลา 18.00 น. นำเงินสดที่ถอนจากธนาคาร จำนวน 1,600,000 บาท ไปมอบให้คนร้ายที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์
ครั้งที่ 4 เวลา 19.33 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 26,000 บาท
ครั้งที่ 5 เวลา 19.36 น. โอนเงินจากธนาคารผู้เสียหายไปยังเลขบัญชีคนร้าย จำนวน 35,000 บาท
หลังจากการโอนเงินครั้งล่าสุดแล้ว คนร้ายได้สั่งให้เปลี่ยนไปคุยกันผ่านแอปพลิเคชัน Telegram พร้อมสั่งห้ามวางสายจนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้นเพื่อหวังหลอกโอนเงินเพิ่ม แต่อาของผู้เสียหายมาพบ และสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเข้าสอบถาม เมื่อผู้เสียหายเล่าให้ฟังและค้นหาข้อมูลจึงรู้ตัวว่าหลานกำลังถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.2 เพื่อดำเนินคดี

ต่อมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท.นำกำลังเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สอท.2, กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2 และ กก.4 บก.สอท.2 ร่วมกันสืบสวนสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน จนกระทั่งศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาชาวเวียดนาม จีน และไทย รวมจำนวน 8 ราย รวมทั้งขออนุมัติหมายค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้สำเร็จ
ล่าสุด พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2, พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2, พ.ต.อ.คุณาปะโยชน์ อารียรัตนะณธร ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2, พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 และ พ.ต.ท.เด่นดนัย วิจิตรนนท์ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.สอท.2 ร่วมกันนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ และศาลจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกันเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 จุด ในพื้นที่สมุทรปราการ และ สมุทรสาคร จนมีผลการปฏิบัติ ดังนี้
ตรวจค้นบ้านเช่าหลังหนึ่งภายในซอยมณฑาทิพย์ 1 แยก 7 ม.2 ต.เทพารักษ์ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ สามารถจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติเวียดนามได้ จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. MR.QUOC NAM NGUYEN อายุ 28 ปี คนร้ายที่อ้างตัวเป็นตำรวจและไปรับเงินสดจำนวน 1,600,000 บาท จากผู้เสียหายที่หน้าโรงแรม
2. MR.HUY TAN NGUYEN อายุ 26 ปี คนร้ายที่ร่วมไปรับเงินสดจำนวน 1,600,000 บาท จากผู้เสียหายที่หน้าโรงแรม พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 8 เครื่อง และชุดแต่งกายที่ใช้สวมใส่ขณะรับเงินสดจากผู้เสียหาย จำนวน 2 ชุด
ตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร และโกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ม.3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร สามารถจับกุมนางสาวดลภัค อายุ 48 ปี คนร้ายที่นำเงินสดที่ได้จากผู้เสียหายไปโอนเข้าบัญชีบริษัท ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อนำไปซื้อสินค้าซึ่งเป็นการอำพรางปกปิดแหล่งที่มาของเงิน
พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น เงินสด จำนวน 792,690 บาท, สมุดธนาคาร จำนวน 13 เล่ม, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง, สำเนาใบฝากถอนเงิน-ฝากเงินของธนาคาร รวมทั้งทรัพย์สินสิ่งของอื่นๆ อีกจำนวนหลายรายการ
นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหากลุ่มบัญชีม้าที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายได้ในพื้นที่ กทม. และ สมุทรปราการ อีกจำนวน 2 ราย ได้แก่ นายฐิติกาลฯ อายุ 25 ปี และ นางสาวภัทรพรฯ อายุ 33 ปี
จึงดำเนินผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”, “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”, “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” และ “เป็นผู้สนับสนุนฯ” โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง และติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เพื่อนำตัวมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนและผู้ปกครองให้ระมัดระวังบุตรหลานที่เป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งปัจจุบันกำลังตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากส่วนใหญ่พักอาศัยเพียงลำพังและยังขาดประสบการณ์ในการรับมือกับการถูกข่มขู่ โดยมิจฉาชีพ มักแอบอ้างเป็นตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ก่อนกล่าวหาว่ามีความผิดต้องถูกดำเนินคดีหรือทำให้ไม่จบการศึกษา จากนั้นจะสั่งให้ผู้เสียหายแยกตัว รวมทั้งสั่งให้เปิดวิดีโอคอลค้างไว้และห้ามติดต่อผู้ปกครองหรือเพื่อน เพื่อง่ายในการควบคุมและข่มขู่ให้โอนงิน หรืออาจจัดฉากเป็น “ลักพาตัวทิพย์” เพื่อเรียกเงินจากครอบครัว จึงขอแจ้งย้ำอีกครั้งว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินเพื่อตรวจสอบ หากพบเหตุลักษณะดังกล่าวให้ตั้งสติ ตัดสายทันที ไม่โอนเงิน ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และรีบแจ้งผู้ปกครองหรือบุคคลใกล้ชิด หรือรีบติดต่อสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง