เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 3 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญา ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อดีตทนายความ ในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปทุมธานี สามารถจับกุมตัวนายศิวาวิทย์ได้ตามหมายจับของศาลอาญา เนื่องจากก่อนหน้านี้หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาตามนัดเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่นายศิวาวิทย์ยื่นฟ้องนางสุพรเพ็ญเมื่อปี 2560 กล่าวหาว่าได้นำเอกสารสัญญาจ้างทำของไปและใช้เป็นพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีแพ่ง ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น อีกทั้งในระหว่างการพิจารณาคดี นายศิวาวิทย์ยังเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล โดยคดีเดิมศาลได้พิพากษายกฟ้องนางสุพรเพ็ญ
ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงลงโทษฐานฟ้องเท็จ จำคุก 1 ปี และฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาอีก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 3 ปี ขณะที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้ไข ให้กลับไปใช้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ก่อนที่ศาลจะออกหมายขังและให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวนายศิวาวิทย์ไปรับโทษที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที
ภายหลังคำพิพากษา เบนซ์ เรซซิ่ง เปิดเผยว่ารู้สึกพอใจที่จำเลยได้รับโทษตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า ในส่วนคดีแพ่งได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3.1 ล้านบาท ซึ่งศาลมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ 3 ล้านบาท แต่จากการสืบทรัพย์พบว่าไม่มีทรัพย์สินเพียงพอสำหรับการบังคับคดี จึงต้องดำเนินการตามกระบวนการล้มละลายต่อไป
เบนซ์ยังกล่าวขอบคุณนายธนกฤต จิตรอารีรัตน์ ที่ช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจนสามารถจับกุมตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาได้ พร้อมฝากคดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่มีคดีความ ให้ระมัดระวังทนายความที่อ้างว่าสามารถวิ่งเต้นคดีหรือช่วยเหลือในทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะอาจทำให้สูญเสียทั้งเงินและเวลา แม้ต้องต่อสู้คดีมานาน แต่ท้ายที่สุดผู้กระทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมายอยู่ดี.