จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์เล่าเหตุการณ์อ้างว่า มารดาของตนเคยถูกนาย ป๋อง ลักพาตัวไปยังพื้นที่เขาชีจรรย์ ก่อนถูกใช้ของแข็งทำร้ายศีรษะและใช้อาวุธมีคมปาดลำคอ แต่บาดแผลไม่ถูกหลอดลม ขณะที่ผู้ร่วมก่อเหตุรายหนึ่งพยายามพูดให้เปลี่ยนจุดฝังศพ เนื่องจากเกรงว่าจะมีชาวบ้านพบเห็น
ผู้โพสต์ ระบุว่า ระหว่างผู้ก่อเหตุกำลังพาแม่ย้ายสถานที่ รถจักรยานยนต์เกิดเสียหลักล้ม ทำให้แม่ฉวยโอกาสควบคุมรถขี่หลบหนีกลับบ้านในสภาพบาดเจ็บสาหัส มีเลือดไหลทั่วร่าง และต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
ล่าสุด วันนี้ (1 ส.ค. 2569) ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถาม นายฉัตร (นามสมมติ) ซึ่งเป็นลูกชายของหญิงผู้เสียหาย โดยเปิดเผยว่า รู้สึกโล่งใจหลังทราบข่าวการจับกุมนาย ป๋อง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้ต้องหาเคยข่มขู่ว่า หากพ้นโทษจะกลับมาตามฆ่าปิดปาก ทำให้ครอบครัวใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงมาโดยตลอด

นายฉัตร กล่าวว่า ผู้ต้องหารายนี้มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง และอ้างว่าในอดีตเคยก่อเหตุลักพาตัวผู้หญิงหลายครั้ง จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งขยายผลตรวจสอบคดีเก่า รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่ เพราะเชื่อว่าอาจยังมีผู้เสียหายรายอื่น
นอกจากนี้ นายฉัตร ยังเล่าย้อนเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนว่า แม่ของตนเคยคบหากับผู้ต้องหา หลังถูกหลอกอ้างว่า เป็นอดีตตำรวจและสามารถจัดหายาเสพติดได้ ก่อนจะเกิดปัญหาขัดแย้ง กระทั่งผู้ต้องหาพร้อมพวกพาตัวแม่ออกจากบ้านไปยังพื้นที่เปลี่ยว
ระหว่างทาง ผู้ต้องหาอ้างว่าบริเวณดังกล่าวเคยใช้เป็นสถานที่ฝังศพหลายราย ก่อนลงมือทำร้ายแม่ของตนอย่างรุนแรงด้วยไม้เท้า จนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีกะโหลกศีรษะแตกและเส้นเอ็นแขนขาด อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้ต้องหาพยายามพาไปยังจุดก่อเหตุ รถจักรยานยนต์เกิดล้ม ทำให้แม่ของตนฉวยโอกาสขับรถหลบหนีกลับเข้ามาในพื้นที่พัทยา ก่อนมีพลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาลและรอดชีวิต
นอกจากนี้ นายฉัตร ยังอ้างว่า ในช่วงเกิดเหตุ ตนเคยเดินทางไปตามหาแม่ที่บ้านของนาย ป๋อง และถูกผู้ต้องหานำอาวุธปืนมาจ่อศีรษะพร้อมข่มขู่ จึงเชื่อมั่นว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีฆาตกรรมอำพรางศพ 5 รายในครั้งนี้