กรุงเทพมหานคร – เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กระทรวงแรงงาน โดยศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทำผิดกฎหมายแรงงาน (สปป.รง.) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) และหน่วยงานด้านข่าวกรองจากกรมข่าวทหารบก รวมถึง ศ.ป.ป.ส. ได้สนธิกำลังลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อกวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญย่านประตูน้ำ โดยมุ่งเป้าไปที่ศูนย์การค้าแพลตตินัม แฟชั่น มอลล์ และศูนย์การค้าอินทรา สแควร์

ปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปราบปรามกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่แอบแฝงเข้ามาประกอบอาชีพสงวนสำหรับคนไทย และกลุ่มนอมินี จากการสุ่มตรวจ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวที่กระทำความผิดกฎหมายได้รวมทั้งสิ้น 35 ราย แบ่งเป็นชาย 23 ราย และหญิง 12 ราย ซึ่งเป็นแรงงานจากหลากหลายสัญชาติ อาทิ เมียนมา อินเดีย ปากีสถาน และจีน โดยส่วนใหญ่มีความผิดฐานทำงานนอกเหนือสิทธิ์ตามมาตรา 8 และบางส่วนเข้ามาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายที่เข้มงวดของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ที่ได้กำชับให้มีการลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการปกป้องโอกาสในการทำงานของคนไทย แม้รัฐบาลจะมีความเข้าใจถึงสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในบางภาคธุรกิจ แต่ก็ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนถึงหลักการสำคัญว่า “ต่างด้าวต้องไม่แย่งอาชีพคนไทย” โดยเฉพาะในกลุ่มงานบริการและงานกรรมกร ซึ่งเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย

สำหรับมาตรการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้กระทำผิดทั้งหมด โดยกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ์ จะต้องโทษปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท และจะถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางทันที ส่วนนายจ้างหรือผู้รับแรงงานต่างด้าวเข้าทำงานโดยผิดกฎหมาย จะต้องรับโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาทต่อแรงงานต่างด้าวหนึ่งคน และหากพบว่ามีการกระทำผิดซ้ำอีก จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดถึงขั้นจำคุก

กระทรวงแรงงานเตรียมเร่งถอดบทเรียนจากการปฏิบัติการครั้งนี้ และจะยกระดับการจัดทำแผนปฏิบัติการให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยผนึกกำลังร่วมกับกรมการจัดหางาน เดินหน้าปราบปราม 3 เป้าหมายหลักอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ปัญหานอมินี, การแย่งอาชีพคนไทย, และกลุ่มชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนและแรงงานจีน) ที่เข้ามาทำงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างระเบียบเรียบร้อยและคุ้มครองตลาดแรงงานของคนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป