วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ รายงานว่า จากกรณีเข้าตรวจค้นและทลาย ผับลับอัปยา ภายในประชาอุทิศ ซอย 1 ซึ่งลักลอบเปิดเป็นสถานบันเทิงเถื่อนล่าสุด พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เปิดเผยความคืบหน้าหลังควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมาสอบปากคำที่ สน.ห้วยขวาง

โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนอย่างมาก โดยเฉพาะคำให้การของเจ้าของร้านซึ่งเป็นชาวไทยใหญ่จากพื้นที่ภาคเหนือ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของยาเสพติดและรายละเอียดการเปิดสถานบริการแห่งนี้ ซึ่งตำรวจมีแนวทางการสืบสวนและเส้นทางการลำเลียงยาเสพติดอยู่แล้ว และจะประสานกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รวมถึงสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อขยายผลไปยังต้นตอของเครือข่ายที่ลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือเข้าสู่กรุงเทพฯ ก่อนกระจายเข้าสถานบริการผิดกฎหมายต่อไป
ส่วนเหตุผลที่เลือกเปิดผับเถื่อนในพื้นที่ห้วยขวางนั้น เป็นเพราะทำเลอยู่ใจกลางเมืองและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวจีนและชาวต่างชาติ จึงมองว่าเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาล แต่ในทางกลับกันก็สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศอย่างมาก

สำหรับระยะเวลาการเปิดให้บริการที่ผู้ต้องหาอ้างว่าเปิดมาแล้วประมาณ 2 ปีนั้น ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อและกำลังรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงย้อนหลังอีกครั้ง
นอกจากนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สถานบริการแห่งนี้เป็นผับเถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระบบการขออนุญาตอย่างถูกต้องด้วยการตบตาอ้างลักษณะเป็นร้านอาหาร เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการตรวจสอบของภาครัฐ ซึ่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลชี้ว่าการแก้ไขปัญหาหลังจากนี้ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงาน ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจเพียงฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ ภายหลังตำรวจเปิดปฏิบัติการปราบปรามอย่างจริงจัง ก็เริ่มมีประชาชนส่งข้อมูลเกี่ยวกับสถานบริการในลักษณะเดียวกันเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแส และเชิญชวนให้ส่งข้อมูลสถานบริการผิดกฎหมายหรือการมั่วสุมยาเสพติดมายังกองบัญชาการตำรวจนครบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของชุมชนและเยาวชน
ส่วนกรณีที่ชาวบ้านบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเรียกรับผลประโยชน์นั้น ยืนยันว่าจะแยกการดำเนินการเป็นสองส่วน คือการปราบปรามผับเถื่อนกับยาเสพติด และการตรวจสอบข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องจริง ก็พร้อมจะดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น