พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เปิดเผยความคืบหน้าสำคัญในคดีที่แอร์โฮสเตสสาวของสายการบินแห่งหนึ่ง ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมพร้อมกระเป๋าที่ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบขนยาเสพติด โดยเมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้เข้าตรวจค้นห้องพักของผู้ถูกกล่าวหาภายในคอนโดมิเนียมย่านบางนา
จากการตรวจค้นห้องพัก แฟนหนุ่มของแอร์โฮสเตสสาว ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมประสานนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมเพื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม
ผลการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 มีชายไม่ทราบชื่อรายหนึ่ง สวมเสื้อฮู้ด นำกระเป๋ามาส่งไว้บริเวณหน้าคอนโดมิเนียมในช่วงเวลากลางคืน โดยชายคนดังกล่าวไม่ได้เข้าไปภายในอาคารแต่อย่างใด ขณะที่การตรวจค้นภายในห้องพักไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย พบเพียงกล่องพัสดุที่ใช้สำหรับจัดส่งสินค้าจำนวนหนึ่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้ระบุถึงข้อมูลจากเพื่อนของผู้ต้องหาว่า แอร์โฮสเตสรายนี้รับงานหิ้วของเพื่อเป็นรายได้เสริม ซึ่งทาง ป.ป.ส. ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว ไม่พบความผิดปกติ และเงินในบัญชีมีจำนวนไม่มากนัก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่สอบปากคำมารดาของผู้ถูกกล่าวหาที่จังหวัดพะเยา เพื่อรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ข้อมูลจากทางการออสเตรเลียระบุว่า มีกระเป๋าเดินทางทั้งหมด 12 ใบ แต่ตรวจพบสิ่งผิดปกติเพียง 2 ใบ ซึ่งมีลักษณะการซุกซ่อนที่เป็นรูปแบบที่ขบวนการค้ายาเสพติดมักใช้เป็นประจำ และสามารถผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจากประเทศไทยออกไปได้ สร้างข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการคัดกรองสัมภาระ
ในประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า ผู้ถูกกล่าวหารู้เห็นกับการกระทำผิดหรือไม่ พลตำรวจโท รุทธพล เน้นย้ำว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา แม้เบื้องต้นจะถูกจับกุมพร้อมของกลางในออสเตรเลีย แต่ฝ่ายไทยยังคงต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่นประกอบการสืบสวนอย่างรอบด้าน
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบสัมภาระที่สนามบิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าจะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เพื่อทบทวนข้อจำกัดและอุดช่องโหว่ของระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต
ด้านข้อมูลการเงินที่เกี่ยวข้องกับการว่าจ้าง ป.ป.ส. รายงานว่า ผู้รับจ้างหิ้วกระเป๋าจะได้รับค่าจ้างเมื่อสัมภาระเดินทางถึงปลายทางในประเทศออสเตรเลียแล้ว ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ยังไม่ทราบจำนวนค่าจ้างที่ได้รับที่แน่ชัด และยังต้องตรวจสอบรูปแบบการว่าจ้างดังกล่าวเพิ่มเติม
ขณะที่ แฟนหนุ่ม ของแอร์โฮสเตสให้การว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อน และเพิ่งทราบว่าแฟนถูกจับกุมหลังสอบถามจากเพื่อนของผู้ถูกกล่าวหา ด้านข้อมูลจาก ป.ป.ส. ระบุว่า ทางการออสเตรเลียอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาติดต่อสื่อสารกับมารดาได้เพียงคนเดียว และยังไม่ได้ส่งรายละเอียดของคดีมายังประเทศไทยมากนัก ทำให้ฝ่ายไทยต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานภายในประเทศเพื่อส่งประกอบการสอบสวนของทางการออสเตรเลียต่อไป