วันที่ 27 ก.พ. 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ.
ร่วมกันจับกุม นางสาวพัทธ์ธีรา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 7279/2568 ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ในฐานะส่วนตัว และหมายจับของศาลอาญาที่ 7278/2568 ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ในฐานะนิติบุคคล ฐานความผิด ร่วมกันฉ้อโกง,ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม,ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม สามารถจับกุมได้ที่ ริมถนนซอยบงกช 2 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณ ปี 2567 ได้มีสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ให้ดำเนินคดีกับนิติบุคคลรายหนึ่ง มีพฤติการณ์ยื่นขอสินเชื่อโดยใช้เอกสารเท็จประกอบการขอสินเชื่อ จนสถานบันการเงินหลงเชื่อ อนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทผู้ต้องหา เป็นวงเงินกว่า 10 ล้านบาท
จากการสืบสวนสอบสวน ทราบว่า บริษัทผู้ต้องหามี นางสาวพัทธ์ธีราฯ ผู้ถูกจับกุม เป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่ปี 2561 ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับจำหน่ายอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปอาหารทะเล เป็นลูกค้าเก่า เคยมีประวัติการกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินผู้เสียหาย ต่อมาช่วงต้นปี 2566 บริษัทผู้ต้องหา ได้ยื่นขอสินเชื่อวงเงินหมุนเวียน

โดยใช้แบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ประจำปี (ภงด.50) และใบเสร็จการชำระภาษี ประกอบการขออนุมัติสินเชื่อ จนสถาบันการเงินหลงเชื่ออนุมัติวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน จำนวน 10 ล้านบาท จากนั้นผู้ต้องหาจะนำบิลการค้ามาเบิกจ่ายเรื่อยมา และค้างชำระหนี้กว่า 2 ล้านบาท โดยจากการตรวจสอบพบว่าเอกสารแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ประจำปี (ภงด.50) ใบเสร็จการชำระภาษี และบิลการค้า ที่บริษัทผู้ต้องหาใช้ยื่นประกอบการขออนุมัติสินเชื่อดังกล่าว เป็นเอกสารที่ถูกปลอมแปลงขึ้น พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติหมายจับต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ทั้งในฐานะส่วนตัวและนิติบุคคล
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ได้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาเรื่อยมา จนทราบว่านางสาวพัทธ์ธีราฯ ได้หลบหนีไปกบดาน อยู่บริเวณซอยบงกช 2 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เฝ้าติดตาม สังเกตุการณ์ จนต่อมาวันที่ 24 ก.พ.69 พบนางสาวพัทธ์ธีราฯ ขณะขับรถออกจากบ้าน จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมแสดงหมายจับดังกล่าวข้างต้น และเข้าทำการจับกุมตัว นางสาวพัทธ์ธีรา ฯ นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่า ตนในฐานะกรรมการ ผู้มีอำนาจของบริษัทผู้ต้องหา ได้ปลอมใบกำกับภาษีของบริษัทคู่ค้า ที่แสดงรายละเอียดการนำเข้าส่งออกสินค้า ขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ และนำไปยื่นขอวงเงินสินเชื่อกับทางสถาบันการเงินจริง เพราะต้องการวงเงินหมุนเวียนเนื่องจากธุรกิจขาดสภาพคล่อง
สุดท้ายนี้ กองบัญชาการสอบสวนกลาง ขอฝากเตือนภัยถึงประชาชน การยื่นเอกสารสิทธิอันเป็นเท็จ ต่อสถาบันการเงิน เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นความผิดฐาน ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม มีอัตราโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับ 10,000 -100,000 บาท
ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน