รวบสาวบัญชีม้า แก๊งอ้างเป็นกรมบัญชีกลาง วิ่งหนีตำรวจรอบบ้าน สุดท้ายพบสลบกลางกองผ้า ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น
ข่าวอาชญากรรม

รวบสาวบัญชีม้า แก๊งอ้างเป็นกรมบัญชีกลาง วิ่งหนีตำรวจรอบบ้าน สุดท้ายพบสลบกลางกองผ้า ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,  พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.สุรพันธ์ มั่นคงดี, พ.ต.อ.วรศักดิ์ บัณฑิต, พ.ต.อ บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.บก ปพ, พ.ต.อ.ศตวรรษ บุญมี ผกก.1 บก.ปพ, พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ ปัญญากาญจน์, พ.ต.ท.ณัฐกฤต กิ่งชัยภูมิ  รอง ผกก.1 บก.ปพ., เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.จตุพร ติกแก้ว สว.กก.๑ บก.ปพ., ร.ต.ต.วิฑูรย์ เกื้อสกุล รอง สว.(ป) กก.1 บก.ปพ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.ปพ.

ร่วมกันจับกุม นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ 246/2568 ลงวันที่ 26 เดือน พฤษภาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้ ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด" สถานที่จับกุม บริเวณริมถนนหน้าบ้าน ม.6 ต.เชิงเนิน อ.เมืองระยอง จ.ระยอง

พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก นางสม (นามสมมติ) อายุ 61 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี ว่าเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ที่ผ่านมาหลังถูกกลุ่มมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาหาโดยอ้างตัวเป็น “เจ้าหน้าที่จากกรมบัญชีกลาง”คนร้ายได้ใช้กลอุบายแจ้งว่า ผู้เสียหายมีสิทธิ์ได้รับ “เงินสมทบจำนวน 87,468 บาท” แต่มีเงื่อนไขว่าต้องทำตามขั้นตอนผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงปฏิบัติตามคำแนะนำของคนร้าย ซึ่งเป็นการหลอกล่อให้ทำรายการโอนเงินออกโดยไม่รู้ตัว ต่อมาในวันเดียวกัน ผู้เสียหายตรวจสอบพบว่าเงินในบัญชีธนาคารฯ ถูกโอนออกไปยังบัญชีปลายทางชื่อ นางสาวเอ (นามสมมติ) เป็นจำนวนเงินรวม 87,468.23 บาท (ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่คนร้ายอ้างว่าจะให้เป็นเงินสมทบ) เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกจึงรีบเดินทางเข้าแจ้งความทันที ภายหลังการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ได้แกะรอยจนทราบว่า นางสาวเอ (นามสมมติ) เจ้าของบัญชีม้าที่รับโอนเงิน กบดานอยู่ที่จังหวัดระยอง จึงได้นำกำลังเข้าทำการจับกุม

โดยขณะนั้น ผู้ต้องหา เดินออกมาจากบ้าน ทางตำรวจ ได้แสดงตัวจากนั้นผู้ต้องหาได้ทำการวิ่งหนี ขึ้นไปในบ้าน ทางตำรวจ ได้วิ่งไล่ตาม ผู้ต้องหา กระโดดกำแพง ทางหลังบ้านหนี แล้ว มาหลบในที่ป่าหญ้าข้างทาง ตำรวจจึงได้เดินหา เมื่อรู้ว่าตำรวจใกล้จะหาเจอ ผู้ต้องหา เลยตัดสินใจ ลุกขึ้นวิ่ง เพื่อจะเข้าบ้านขาวบ้าน ที่อยู่ใกล้เคียง แต่ทำได้แค่เปิดประตูเพราะมีประตูกรงเหล็กอีกบาน ก่อนจะวิ่งต่อ กระทั่งเห็นห้องเก็บของใกล้ๆ ที่สามารถเปิดได้ ผู้ต้องหาจึงเข้าไปหลบอยู่ในนั้น แล้วล็อกประตู ทางตำรวจจึงได้ไกล่เกลีย ประมาณ 2 ชม. ผู้ต้องหาก็ไม่ยอมออกมา ทางตำรวจจึงได้พยายามประสานทางเจ้าของบ้านเพื่อขอพังประตูเข้าไป จึงได้เห็น ผู้ต้องหาแอบในกองผ้า นอนนิ่งไม่ขยับตัว ตำรวจพยายามปลุกเรียกแต่ก็ไม่ตื่น จึงตัดสินใจอุ้มออกมา จากในห้องเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากขณะนั้นพบว่าภายในห้องอากาศค่อนข้างน้อย ก่อนจะเรียก 1669 มาดำเนินการ ตรวจร่างกาย แล้ว นำส่งโรงพยาบาล เมื่อผู้ต้องหาฟื้น และทราบจากแพทย์ว่าอาการปลอดภัยไม่น่าเป็นห่วง จึงได้แสดงหมายจับ พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แจ้งเบื้องต้นว่า มีเพื่อนที่เป็นสาวประเภทสองชวนไปเที่ยวและเปิดบัญชีที่ฝั่งเพื่อนบ้าน หลังจากนั้นก็โดนป้ายยาไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกที ก็พาขึ้นฝั่งไปยังฝั่งเพื่อนบ้านแล้วมีคนมาล็อคตัว ทำร้ายร่างกาย ปืนจี้หัวบังคับให้เปิดบัญชีให้และให้ค่าตอบแทนบัญชีละ 2,000 บาท และได้เปิดบัญชีทุกบัญชีที่เปิดได้ ได้ค่าตอบแทนมา 15,000 บาท หลังจากนั้นได้โดนยึดบัญชีทั้งหมดไป ขากลับก็โดนป้ายยาส่งกลับประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ แล้วมีคนขับรถมารับไปส่ง

เตือนภัย ห้ามรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารแล้วนำไปให้ผู้อื่นใช้เด็ดขาด! มีความผิดถึงขั้นจำคุก ห้ามนำสมุดบัญชีธนาคาร, บัตร ATM พร้อมรหัส, หรือรหัสแอปธนาคารไปให้ผู้อื่นใช้ การรับจ้างเปิดบัญชี, ขาย, หรือให้ผู้อื่นยืมใช้บัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) มีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกและปรับสูงมาก ผู้กระทำผิดมักเป็นเหยื่อของการหลอกหางาน, หลอกโอนเงินผิด, หรือหลอกกู้เงิน ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัวหรือบัตรประชาชนกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น