วันที่ 25 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ รายงานว่า ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายกว่า 10 คน ซึ่งถูกหลอกลงทุนออมทอง รวบรวมเอกสารหลักฐาน อาทิ แชทการสนทนาซื้อขายทอง สลิปการโอนเงิน และใบแจ้งความ เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อศูนย์รับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ กองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพในข้อหาฉ้อโกงประชาชน

นางสาวบัวไข (ขอสงวนนามสกุล) ตัวแทนผู้เสียหาย ซึ่งเดินทางกลับจากประเทศอิสราเอล เปิดเผยว่า รู้จักเพจขายทองดังกล่าวเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2568 โดยได้รับการแนะนำจากเพื่อนร่วมงานในประเทศอิสราเอล ที่เคยออมทองกับเพจนี้และได้รับทองจริง จึงตัดสินใจติดต่อไปสอบถาม
จากนั้นมิจฉาชีพได้เสนอขายทองคำชุดน้ำหนัก 1 บาท พร้อมจี้พระ ในราคา 49,900 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาทองในขณะนั้นที่อยู่ราวกว่า 50,000 บาท โดยเสนอเงื่อนไขให้ผ่อนชำระครั้งละ 2,000–3,000 บาท หรือใส่เงินมากก็จะได้ทองเร็วขึ้น ซึ่งนางสาวบัวไข ใช้เวลาผ่อนชำระประมาณ 3 เดือนจนครบ และได้รับทองจริงส่งถึงบ้าน พร้อมใบรับประกัน มีชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของร้านทองครบถ้วน

นอกจากนี้ เมื่อนำทองไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นทองแท้ สามารถนำไปขายต่อได้จริง ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ต่อมาทางเพจได้ติดต่อมาเสนอให้ออมทองต่อ โดยเสนอราคาทองถูกกว่าเดิม คือ บาทละ 40,000 บาท แต่มีเงื่อนไขต้องโอนเงินสดทันที เนื่องจากขณะนั้นราคาทองตลาดสูงกว่า 50,000 บาท นางสาวบัวไขจึงตัดสินใจโอนเงิน
ภายหลังโอนเงินแล้ว ทางร้านได้เสนอขายทองเพิ่มอีก 2 สลึง โดยอ้างว่าจะจัดส่งพร้อมกัน นางสาวบัวไขจึงโอนเงินเพิ่ม รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 70,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดรับทอง ทางร้านกลับบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่าเงินติดบัญชีม้า ลูกป่วย และเลื่อนการจัดส่งมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งติดต่อไม่ได้ จึงเริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอก

หลังจากนั้น นางสาวบัวไขได้ตั้งกลุ่มในโซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้เสียหายรายอื่น กระทั่งพบว่ามีผู้เสียหายลักษณะเดียวกันกว่า 20 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทยในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน และอิสราเอล รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1.5 ล้านบาท
ต่อมา นางสาวบัวไข ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย ได้เดินทางกลับจากประเทศอิสราเอล เพื่อเข้าแจ้งความที่ สภ.ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 แต่คดีไม่มีความคืบหน้า จึงตัดสินใจนำหลักฐานทั้งหมดมาแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับมิจฉาชีพในข้อหาฉ้อโกงประชาชน
นางสาวบัวไข ระบุอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากเป็นเงินเก็บจากการทำงาน แต่กลับถูกหลอก นอกจากนี้ ยังถูกผู้ก่อเหตุข่มขู่คุกคาม ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และขู่ว่าจะฟ้องกลับในข้อหาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง รวมถึงข่มขู่ว่าหากผู้เสียหายเดินทางกลับประเทศไทยจะถูกตำรวจจับ ทำให้ผู้เสียหายหลายรายรู้สึกหวาดกลัว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งปิดเพจดังกล่าว เพราะยังคงมีการเคลื่อนไหวหลอกประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นางสาวนุสรา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า ได้ให้ญาติเดินทางไปตรวจสอบที่อยู่ร้านทองตามที่เพจระบุไว้ในพื้นที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี แต่พบว่าไม่มีร้านทองอยู่จริง พบเพียงร้านรับซื้อของเก่าและบ้านน็อกดาวน์หนึ่งหลังเท่านั้น อีกทั้งเมื่อตำรวจตรวจสอบข้อมูล ก็ไม่พบว่ามีร้านทองจดทะเบียนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นไม่ได้ให้ญาติเข้าไปสอบถาม เนื่องจากเกรงเรื่องความปลอดภัย จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดี และป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนรายอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันเพจดังกล่าวยังไม่ปิดหนี แต่ใช้วิธีข่มขู่ผู้เสียหาย และปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น
ทั้งนี้ ภายหลังเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม พนักงานสอบสวนแจ้งว่า ไม่สามารถรับคดีดังกล่าวไว้ได้ เนื่องจากเป็นคดีซ้ำซ้อนกับที่เคยแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายกลับไปติดตามความคืบหน้าคดีที่สถานีตำรวจท้องที่เดิม ทำให้กลุ่มผู้เสียหายเกิดความกังวลว่าคดีอาจไม่มีความคืบหน้า
ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน