นพ.ธิติ แสวงธรรม อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) สามารถพบได้ในอาหารแห้ง ถั่วลิสง พริกป่น เครื่องเทศ รวมถึงอาหารกระป๋องที่จัดเก็บไม่เหมาะสม ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในอาหาร โดยสารพิษชนิดนี้มีความทนทานต่อความร้อนสูงมาก การต้ม นึ่ง หรือปรุงอาหารด้วยความร้อนในระดับปกติทั่วไปไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้
อธิบดีกรมอนามัย ระบุเพิ่มเติมว่า หากได้รับสารอะฟลาทอกซินสะสมในร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของตับ ก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบ เซลล์ตับถูกทำลาย และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งตับได้ จึงขอเตือนให้ร้านค้า ร้านอาหาร ครัวเรือน ตลอดจนสถานที่ดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เพิ่มความระมัดระวังในการเก็บรักษาและการใชวัตถุดิบ โดยหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุและเปลี่ยนเครื่องปรุงให้สดใหม่อยู่เสมอ
ด้าน นพ.นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย ได้กล่าวแนะนำ 4 วิธีการเลือกซื้อและดูแลอาหารอย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันอันตรายจากสารอะฟลาทอกซิน ดังนี้
1. สังเกตลักษณะภายนอก: เลือกซื้ออาหารแห้งที่มีความสด ใหม่ ไม่ชื้น ไม่มีรอยฝุ่นหรือสปอร์สีเขียว สีเหลือง หรือสีดำของเชื้อรา
2. ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์: สำหรับอาหารกระป๋องหรือภาชนะปิดสนิท ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่บุบ ไม่บวม ไม่เป็นสนิม และไม่มีรอยรั่วซึม
3. จัดเก็บในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ควรเก็บอาหารแห้งไว้ในที่แห้ง เย็น และมีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดโอกาสการเจริญเติบโตของเชื้อรา
4. ทิ้งทันทีหากพบความผิดปกติ: หากพบว่าถั่ว พริกแห้ง หรืออาหารมีกลิ่นหืน รสชาติแปลกไป หรือมีเชื้อราขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ให้ทิ้งทันที ไม่ควรตัดส่วนที่ขึ้นราออกแล้วนำส่วนที่เหลือมาปรุงอาหารต่อ เนื่องจากสารพิษอาจแพร่กระจายไปทั่วทั้งภาชนะแล้ว
ทั้งนี้ กรมอนามัยยังคงเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำว่าความใส่ใจของผู้บริโภคและผู้ประกอบการในการเลือกซื้อและการจัดเก็บวัตถุดิบอย่างถูกสุขลักษณะ เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้สารพิษสะสมในร่างกาย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคน
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ