จากกรณีการเสียชีวิตของ "ฮลุน โซโล่" ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ทำให้เกิดคำถามในสังคมว่า ช่อง YouTube และรายได้ที่เกิดขึ้นจากคลิปวิดีโอจะตกเป็นของใคร

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บน YouTube ถือเป็น "งานโสตทัศนวัสดุ" ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื่องจากเป็นผลงานที่ประกอบด้วยภาพ เสียง การถ่ายทำ การตัดต่อ ดนตรี เอฟเฟกต์ และองค์ประกอบสร้างสรรค์อื่น ๆ ซึ่งถูกบันทึกไว้ในรูปแบบที่สามารถนำกลับมาเปิดรับชมได้
ผู้สร้างผลงานจึงได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติตั้งแต่สร้างสรรค์ผลงาน และมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ หรือดำเนินคดีเมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์คุ้มครองนาน 50 ปี
สำหรับงานโสตทัศนวัสดุ กฎหมายกำหนดให้ได้รับความคุ้มครองเป็นเวลา 50 ปี นับจากวันที่สร้างสรรค์ผลงาน หรือหากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชน จะนับ 50 ปีจากวันที่เผยแพร่ครั้งแรก
ในกรณีของ YouTube วันที่อัปโหลดคลิปเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ ถือเป็นวันที่เริ่มนับระยะเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ของคลิปดังกล่าว
เจ้าของเสียชีวิต ลิขสิทธิ์ตกทอดเป็นมรดก
ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่สามารถซื้อขาย โอนสิทธิ หรือส่งต่อเป็นมรดกได้เช่นเดียวกับบ้าน รถยนต์ หรือเงินฝาก
หากเจ้าของลิขสิทธิ์เสียชีวิตและมีพินัยกรรม สิทธิทั้งหมดจะตกเป็นของผู้รับพินัยกรรมตามที่ระบุไว้ แต่หากไม่มีพินัยกรรม ลิขสิทธิ์จะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ บุตร บิดามารดา พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย ลุง ป้า น้า อา และคู่สมรส ตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ทายาทยังจัดการช่องไม่ได้ทันที
แม้ลิขสิทธิ์จะตกทอดเป็นมรดกได้ แต่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรมยังไม่สามารถเข้าไปบริหารช่อง YouTube ได้ในทันที โดยจะต้องรวบรวมเอกสารของผู้เสียชีวิต และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอแต่งตั้งเป็น ผู้จัดการมรดก
เมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งแล้ว จึงสามารถนำคำสั่งดังกล่าวไปดำเนินการกับ YouTube เพื่อขอเปลี่ยนผู้ดูแลบัญชี จัดการช่อง และบริหารรายได้ที่เกิดจากผลงานลิขสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
กรณีของ "ฮลุน โซโล่" จึงสะท้อนให้เห็นว่า ทรัพย์สินดิจิทัล เช่น ช่อง YouTube และผลงานที่สร้างรายได้ ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเจ้าของเสียชีวิต แต่ยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และสามารถตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรม ผ่านกระบวนการจัดการมรดกตามกฎหมายต่อไป