เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ภายหลังมีกระแสข่าวผู้ประกาศข่าวและบุคลากรฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ทยอยลาออก อาทิ ปอเปี๊ยะ กาลเวลา และ พรทิพย์ โม่งใหญ่ ล่าสุด นายสมภพ รัตนวลี ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวเวิร์คพอยท์ทีวี และผู้ดำเนินรายการ ติ่งข่าว ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจของตนเอง ผ่านรายการ ดาวอังคาร ของ จอมขวัญ ทางช่อง Jomqua เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ภาพจากรายการ ดาวอังคาร
นายสมภพเปิดเผยว่า กระแสข่าวที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงหายหน้าจากช่องของจอมขวัญ ไม่ได้เกิดจากปัญหาส่วนตัวหรือความขัดแย้งแต่อย่างใด แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายข่าวจำเป็นต้องรับผิดชอบการปรับโครงสร้างหลายด้าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีพนักงานบางส่วนทยอยลาออก ขณะที่ตนเองก็ตัดสินใจยื่นลาออกเช่นกัน โดยจะมีผลในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569
เจ้าตัวยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากอุตสาหกรรมสื่อกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้หลายองค์กรต้องลดขนาดและปรับโครงสร้างเพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวมากขึ้น แม้คณะผู้บริหารจะต้องการให้ตนอยู่ทำหน้าที่ต่อในฐานะผู้นำทีมข่าว แต่เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นที่อาจต้องลดจำนวนบุคลากรลงถึงร้อยละ 50-70 ก็ทำให้รู้สึกไม่สามารถมองหน้าลูกน้องได้อย่างสบายใจ จึงเลือกเป็นฝ่ายก้าวออกมาเอง
นายสมภพระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี 7 เดือนที่ทำงานกับเวิร์คพอยท์ ได้ทุ่มเทอย่างเต็มกำลังในการพัฒนารายการข่าว โดยเฉพาะรายการ ติ่งข่าว ที่สามารถสร้างเรตติ้งข่าวภาคเช้าได้ในระดับกว่า 1.0 มีผู้ชมมากกว่าหนึ่งล้านคน และได้รับการตอบรับจากผู้ลงโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดการนำเสนอข่าวที่เข้าใจง่าย เข้าถึงผู้ชม และตอบโจทย์ทั้งในแง่ธุรกิจและความนิยม
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าตนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพแล้ว และถึงเวลาที่ต้องใช้ความกล้าตัดสินใจ เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรเดินหน้าต่อไป โดยย้ำว่าการลาออกครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางการเมืองหรือแรงกดดันทางสังคม แต่เป็นผลจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการตัดสินใจส่วนบุคคลล้วน ๆ
นายสมภพยังเปิดเผยอีกว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือค่าตอบแทนของตนเองอยู่ในระดับสูง หากลาออก องค์กรจะสามารถนำงบประมาณส่วนดังกล่าวไปใช้พัฒนางานด้านอื่น และช่วยรักษาคุณภาพของฝ่ายข่าวไว้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า
เจ้าตัวยอมรับว่า ใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้นานประมาณหนึ่งเดือน โดยมีการหารือกับผู้บริหารหลายครั้ง รวมถึงพยายามดูแลสภาพจิตใจของทีมงานควบคู่กันไป ก่อนจะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่เปรียบเสมือนการ Early Retire พร้อมมองว่าเป็นการอำลาที่ดีที่สุด เพราะหากตนยังอยู่ต่อ ขณะที่ลูกน้องต้องทยอยออกไป อาจต้องเผชิญกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึดอัดและคำอธิบายมากมาย
ทั้งนี้ นายสมภพกล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ผู้บริหารจะพยายามทัดทานและขอให้อยู่ร่วมงานต่อ แต่ตนได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะก้าวออกไปพร้อมกับลูกน้อง เพื่อไม่ให้ใครต้องรู้สึกโดดเดี่ยวหรือเสียน้ำตา พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปด้วยความเข้าใจระหว่างทุกฝ่าย และเกิดจากความสมัครใจอย่างแท้จริง