นั่งไม่ติด! รอง ผบ.ตร. ส่งหนังสือด่วนที่สุด ถึง ผบ.ตร. เพื่อโปรดทราบ
นั่งไม่ติด! รอง ผบ.ตร. ส่งหนังสือด่วนที่สุด ถึง ผบ.ตร. เพื่อโปรดทราบ
ข่าวการเมือง

นั่งไม่ติด! รอง ผบ.ตร. ส่งหนังสือด่วนที่สุด ถึง ผบ.ตร. เพื่อโปรดทราบ

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (กมค.) ซึ่งเป็นรอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ได้ทำหนังสือบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่อง ไม่สมัครใจโอนไปรับราชการยังส่วนราชการอื่น

หนังสือดังกล่าวอ้างถึงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

พล.ต.อ.นิรันดร ระบุในหนังสือว่า ตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 กำหนดให้การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่น จะต้องเป็นไปโดยความสมัครใจของเจ้าตัว และหน่วยงานปลายทางต้องมีความประสงค์รับโอน พร้อมทั้งต้องทำความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ ระบุว่าตนเองยังเหลืออายุราชการอีก 2 ปีงบประมาณ และตลอดระยะเวลา 37 ปีที่รับราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เติบโตตามลำดับจนดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยปฏิบัติงานทั้งด้านสืบสวนสอบสวน งานป้องกันและปราบปราม รวมถึงงานอำนวยการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดประโยชน์ของราชการ สังคม และประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังระบุว่ามีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารงานตำรวจในระดับมหภาค สามารถบูรณาการการทำงานระหว่างสายปฏิบัติการกับสายอำนวยการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลักดันการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยมาใช้ในการปฏิบัติงานของตำรวจอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.อ.นิรันดร ยังชี้แจงว่า ตลอดชีวิตการรับราชการไม่เคยปฏิบัติงานในส่วนราชการอื่นมาก่อน และเห็นว่าระยะเวลาราชการที่เหลืออยู่จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มากกว่าการโอนไปสังกัดหน่วยงานอื่น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว พล.ต.อ.นิรันดร จึงยืนยันว่าไม่มีความสมัครใจที่จะโอนไปรับราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่น พร้อมขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรับทราบเจตนารมณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ