วันที่ 1 ส.ค. 2569 พนักงานสอบสวน สภ.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี ควบคุมตัวนายฑนา หรือ "ป๋อง" เกิดทอง และนายธงชัย หรือ "ธง" ศรีนิล ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมและฝังอำพรางศพผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย ออกจากห้องควบคุม เพื่อนำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดพัทยาฝากขัง พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีอัตราโทษสูง
ระหว่างถูกควบคุมตัว นายป๋องมีสีหน้าสงบนิ่ง พยายามก้มหน้าและไม่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว แม้จะเงยหน้าขึ้นมองเป็นระยะ โดยสังเกตเห็นว่าบริเวณดวงตาซ้ายมีร่องรอยบวมช้ำ เมื่อถูกถามถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุและการขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต เจ้าตัวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์
ด้านนายธงมีสีหน้าเคร่งเครียด ก้มหน้าขณะเดินขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหา ท่ามกลางญาติของผู้เสียชีวิต 3 ราย ที่เดินทางมาติดตามการฝากขัง หลายคนร้องไห้ ตะโกนถามถึงเหตุผลในการสังหารสมาชิกในครอบครัวทั้งพ่อ แม่ และลูก
ในช่วงแรก ผู้ต้องหาทั้งสองไม่ตอบคำถามใดๆ กระทั่งนายธงขึ้นไปนั่งบนรถควบคุมผู้ต้องหา และได้ยินเสียงญาติผู้เสียชีวิตที่รู้จักกัน จึงเงยหน้าขึ้นกล่าวขอโทษ พร้อมอ้างว่าไม่ทราบว่าเหยื่อเป็นครอบครัวดังกล่าว และอ้างว่าถูกนายป๋องบังคับ หากไม่ยอมร่วมก่อเหตุ ครอบครัวของตนอาจตกอยู่ในอันตราย
อย่างไรก็ตาม ญาติผู้เสียชีวิตระบุว่า ได้ยินคำขอโทษแล้ว แต่ไม่ต้องการกล่าวอะไรเพิ่มเติม ขอเพียงให้ผู้ต้องหาทั้งสองได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม
ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า หลังจากครอบครัวหายตัวไปได้เข้าแจ้งความกับตำรวจทันที แต่การติดตามคดีเป็นไปอย่างล่าช้า และตลอดเวลาที่ผ่านมาแทบไม่ได้รับการแจ้งความคืบหน้าอย่างชัดเจน
ญาติยังปฏิเสธกระแสข่าวที่เชื่อมโยงครอบครัวผู้เสียชีวิตกับยาเสพติด โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แม้ผู้เสียชีวิตหญิงจะเคยมีประวัติต้องโทษเมื่อหลายปีก่อน แต่หลังพ้นโทษได้กลับมาประกอบอาชีพสุจริต ทำแคบหมูขายและเช่าพื้นที่ค้าขายเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว
สำหรับประเด็นหนี้สิน ญาติระบุว่า ครอบครัวเคยกู้เงินรายวันเพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายในการส่งบุตรสาวเรียนมหาวิทยาลัย แต่ยอดหนี้ไม่ได้สูง และยังชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ญาติยืนยันว่า ครอบครัวไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับนายป๋องมาก่อน และแทบไม่เคยพบเห็นในพื้นที่ ส่วนตัวนายธง แม้จะอาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยสังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติ
ด้านนายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภาทนายความจังหวัดพัทยา พร้อมคณะ เดินทางมายัง สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนผู้ต้องหาตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยระบุว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาร้ายแรง มีโทษสูงถึงประหารชีวิต พนักงานสอบสวนจึงต้องจัดให้มีทนายความเข้าร่วมการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1
นายสุขสันต์เปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวมถึงข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ต้องหาทั้งคู่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในสำนวนได้ เนื่องจากอาจกระทบต่อรูปคดี
ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาอ้างว่ามีอาการป่วยทางจิตนั้น จำเป็นต้องรอผลตรวจและความเห็นจากแพทย์เพื่อยืนยัน หากพบว่ามีอาการจริง ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่ามีผลต่อความสามารถในการรับผิดหรือการกำหนดโทษหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว
ภายหลังการสอบสวนและจัดทำสำนวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปขออำนาจศาลจังหวัดพัทยาฝากขัง พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นคดีที่มีความร้ายแรงและอยู่ในความสนใจของสังคม