วันที่ 22 ตุลาคม 2569 องค์การสหประชาชาติ (UN) ผนึกกำลังกับองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกประกาศเตือนภัยด่วน ให้ทั่วโลกเร่งรับมือปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์รอบ 40 ปี ชี้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลอาจพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3.8 องศาเซลเซียส พร้อมเตือนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกเตรียมรับแรงกระแทกจากสภาพอากาศสุดขั้ว ที่อาจทำให้ประชากรกว่า 50 ล้านคนต้องเผชิญวิกฤตความอดอยาก
นางเซเลสเต ซาอูโล (Celeste Saulo) เลขาธิการ WMO ระบุว่า เอลนีโญรอบนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงจุดพีคในช่วงปลายปี 2569 และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกยาวนาน โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอาจพุ่งสูงถึง 3.8 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือน พ.ย. 69 - ม.ค. 70 ซึ่งตามปกติแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียง 0.5 องศาฯ ก็เข้าเกณฑ์ประกาศเตือนภัยเอลนีโญแล้ว การพุ่งทะลุ 3.8 องศาฯ จึงเป็นปรากฏการณ์ที่อยู่นอกเหนือสถิติที่เคยบันทึกไว้ และรุนแรงกว่าในอดีตที่เคยเกิดระดับ 3.0 องศาฯ ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลมาแล้ว
ด้านนายทอม เฟลตเชอร์ (Tom Fletcher) หัวหน้าหน่วยบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินของ UN เปรียบเอลนีโญครั้งนี้ว่าเป็น "ลูกตุ้มทำลายล้าง" ที่จะกวาดล้างลาตินอเมริกา แอฟริกา เอเชีย และแปซิฟิก ด้วยคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลัน โดยระบุว่าช่วงเวลา 2 สัปดาห์นับจากนี้คือ "จุดชี้ชะตา" ที่ต้องเร่งส่งความช่วยเหลือด้านเงินทุนและเสบียงฉุกเฉินไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงก่อนที่พายุฝนจะถล่ม
วิกฤตสภาพอากาศครั้งนี้อาจทำให้ผู้คนกว่า 50 ล้านคนต้องเผชิญความอดอยาก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อทวีปแอฟริกาถึง 1-2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เบื้องต้น UN ได้อนุมัติเงินกองทุนฉุกเฉินกว่า 50 ล้านดอลลาร์ ช่วยเหลือ 11 ประเทศด่านหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกที่ชะงักงัน จากทั้งสงครามระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ และสงครามรัสเซีย-ยูเครนในทะเลดำ ซึ่งจะทำให้ผลกระทบทางมนุษยธรรมยืดเยื้อไปอีกหลายปี
ข้อมูล Reuters
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ