วันที่ 11 ต.ค. 69 สำนักข่าวต่างประเทศ บีบีซี (BBC) รายงานว่า หน่วยงานท้องถิ่นซาอุดีอาระเบียเปิดเผย เกิดเหตุโจมตีสนามบินในกรุงริยาด เมืองหลวงของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 309 ราย
สำนักงานการบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบียระบุว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมด ประกอบด้วยชาวซาอุดีอาระเบีย 4 ราย, ชาวบังกลาเทศ 2 ราย และพลเมืองจากสหรัฐอเมริกา, จอร์แดน, ปาเลสไตน์, ซีเรีย, ซูดาน และอียิปต์ ประเทศละ 1 ราย โดยภายหลังเกิดเหตุ ทางการซาอุดีอาระเบียได้สั่งระงับการดำเนินงานและให้บริการทั้งหมดภายในท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ทันที
หลังเกิดเหตุ กองกำลังพันธมิตรทางการทหารนำโดยซาอุดีอาระเบียได้ออกมายืนยันและประกาศกร้าวว่าจะดำเนินการตอบโต้การโจมตีครั้งนี้อย่างแน่นอน โดยได้ระบุว่า กลุ่มกบฏฮูตี (Houthis) ในเยเมนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมประณามการกระทำดังกล่าวว่าเข้าข่าย "อาชญากรรมสงคราม"
ขณะที่ทางฝั่งกลุ่มฮูตีได้ออกมายอมรับก่อนหน้านี้ว่า พวกตนอยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายและเครื่องบินได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการต่อเหตุโจมตีระลอกใหม่
การสู้รบระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ได้ยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่วันมานี้ โดยเหตุโจมตีในวันเสาร์นับเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นอกเหนือจากการโจมตีสนามบินในกรุงริยาดแล้ว กองกำลังผสมฯ ยังรายงานเพิ่มเติมว่า มีขีปนาวุธหรือวัตถุระเบิดตกในบริเวณใกล้เคียงกับท่าอากาศยานนานาชาติกษัตริย์ฟาฮัด ในเมืองดัมมาม ทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบียในวันเดียวกันอีกด้วย
เหตุการณ์นองเลือดในวันเสาร์เกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังจากทางการซาอุฯ เพิ่งรายงานว่ามีชาวซาอุดีอาระเบีย 3 ราย ซึ่งรวมถึงนักบิน 1 ราย เสียชีวิตจากการโจมตีสนามบินโดยกลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังเมื่อวันก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็มีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 รายจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีที่พุ่งเป้าไปยังสนามบินสองแห่งของซาอุฯ ในช่วงวันที่ 6 และ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา
แถลงการณ์จากสำนักงานการบินพลเรือนซาอุดีอาระเบียในวันเสาร์ ระบุว่า ผู้บาดเจ็บจำนวนมากยังคงมี "อาการสาหัสขั้นวิกฤต" และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่สนามบินอย่างละเอียด
ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งซึ่งอยู่ในอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เล่าถึงวินาทีชีวิตแก่สำนักข่าวว่า เขาเห็นประตูขึ้นเครื่อง (Gate) หมายเลข 401 ถูกโจมตีเข้าอย่างจัง และเห็นผู้ได้รับบาดเจ็บนอนล้มลงต่อหน้าต่อตา โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหล "ทุกคนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด" ขณะเดียวกัน รอยเตอร์ (Reuters) อ้างอิงผู้เห็นเหตุการณ์ในพื้นที่ว่า รถพยาบาลมากกว่า 12 คัน ต่างเปิดไซเรนเร่งเดินทางไปยังสนามบินอย่างต่อเนื่อง
พลเรือตรี ตูร์กี อัล-มาลิกิ (Maj Gen Turki al-Maliki) โฆษกกองกำลังผสมนำโดยซาอุดีอาระเบีย แถลงในเวลาต่อมาว่า การโจมตีที่เกิดขึ้น ณ อาคารผู้โดยสารแห่งหนึ่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งในกลุ่มผู้โดยสารที่เป็นพลเรือนและเจ้าหน้าที่ประจำสนามบิน พร้อมกับย้ำว่านี่คือ "การก่ออาชญากรรมสงครามอย่างเต็มรูปแบบ"
ผลกระทบจากเหตุโจมตีดังกล่าว ส่งผลให้สถานทูตของประเทศตะวันตกหลายแห่งในซาอุดีอาระเบีย ได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงและอยู่ห่างจากพื้นที่สนามบินริยาด โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ได้แจ้งเตือนชาวอังกฤษให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว "จนกว่าสนามบินจะมีความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์"
ในฝั่งของอุตสาหกรรมการบิน สายการบินหลายแห่งในภูมิภาคอาหรับและอ่าวเปอร์เซีย ต่างประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งไปและกลับจากกรุงริยาด โดยสายการบินคูเวตแอร์เวย์ส (Kuwait Airways) ระบุเหตุผลถึง "สถานการณ์ด้านความปลอดภัย" ในพื้นที่ ขณะที่ข้อมูลจาก Flightradar ระบบติดตามเที่ยวบินระดับโลก เผยว่า เที่ยวบินทั้งหมดที่จะเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงริยาด ถูกสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางการบินหรือยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดแล้ว
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ