เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ BBC รายงานว่า นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปน ได้ใช้เวลา 10 นาทีในการแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ เพื่อตอบโต้กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะประกาศคว่ำบาตรทางการค้าต่อสเปนแบบเบ็ดเสร็จ โดยซานเชซระบุว่า จุดยืนของรัฐบาลสเปน สามารถสรุปสั้น ๆ ได้เพียง 4 คำคือ ไม่เอาสงคราม

ซานเชซ กล่าวว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ คุณไม่สามารถเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตต์กับชะตากรรมของคนนับล้านได้ พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศมอโรนและฐานทัพเรือโรตาทางตอนใต้ของสเปนเพื่อโจมตีอิหร่านนั้น เป็นการตัดสินใจที่ยึดตามหลักจริยธรรมและผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในสิ่งที่ผิดเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกล้างแค้นทางการค้าจากใครบางคน
ไม่เพียงเท่านี้ ซานเชซ ยังได้หยิบยกบทเรียนจากสงครามอิรักเมื่อปี 2003 ซึ่งเขามองว่าล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเลวร้ายลง โดยเตือนว่าการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อคนนับล้านเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกันซานเชซกล่าวเสริมว่า มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ หากประธานาธิบดีบางคนจะใช้ หมอกควันแห่งสงคราม มาปกปิดความล้มเหลวของตนเอง พร้อมระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าสเปนเข้าข้างฝ่ายอยาตอลเลาะห์แห่งอิหร่านหรือไม่ เพราะไม่มีใครเข้าข้างอยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ เราจะเลือกยืนอยู่ข้างสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
ความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรนาโต้ ตึงเครียดถึงขีดสุดหลังจากที่นายซานเชซออกมาประณามการทิ้งระเบิดใส่อิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและผิดกฎหมาย ขณะที่ทรัมป์ได้กล่าวหาระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ แห่งเยอรมนีว่า สเปนเป็นพันธมิตรที่แย่มาก เนื่องจากไม่ยอมเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 5% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้ช่วยยืนยันต่อหน้าทรัมป์ว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถทำข้อตกลงแยกส่วนกับเยอรมนีหรือยุโรปโดยตัดสเปนออกไปได้ เนื่องจากสเปนคือส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป
ทั้งนี้ในตอนท้ายของการแถลงการณ์ นายกรัฐมนตรีซานเชซยืนยันว่ารัฐบาลสเปนกำลังศึกษามาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตร และย้ำว่าสเปนจะยึดมั่นในบรรทัดฐานเดียวกับที่ใช้ในกรณีของยูเครนและฉนวนกาซา คือการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด