วันนี้ (28 ก.พ. 69) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้แถลงผ่านวิดีโอ หลังจากที่อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีประเทศอิหร่าน ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ โดยในการแถลงดังกล่าว ทรัมป์ระบุว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องประชาชนอเมริกันและขจัดภัยคุกคามเร่งด่วนจากรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งเขาระบุว่าเป็น ระบอบที่โหดร้ายและอันตราย
ทรัมป์กล่าวว่า ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา อิหร่านดำเนินนโยบายต่อต้านสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนการยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานและจับตัวประกันชาวอเมริกันนาน 444 วัน เหตุระเบิดค่ายนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่กรุงเบรุตในปี 1983 ซึ่งทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 241 นาย รวมถึงเหตุโจมตีเรือ USS Cole และการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางผ่านกลุ่มตัวแทนต่างๆ
ผู้นำสหรัฐฯ ยังระบุว่า กลุ่มฮามาสซึ่งเขาเชื่อมโยงกับอิหร่าน เป็นผู้ก่อเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์มากกว่า 1,000 คน รวมถึงชาวอเมริกัน 46 คน และจับตัวประกันชาวอเมริกัน 12 คน โดยย้ำว่าอิหร่านเป็น ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก
ทรัมป์ย้ำจุดยืนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด พร้อมเปิดเผยว่าในปฏิบัติการ Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้โจมตีและทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในพื้นที่ฟอร์โดว์ นาทันซ์ และอิสฟาฮาน และเตือนอิหร่านไม่ให้ฟื้นฟูโครงการดังกล่าวอีก
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าอิหร่านยังคงพยายามพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งอาจคุกคามพันธมิตรของสหรัฐฯ ในยุโรป รวมถึงดินแดนอเมริกาในอนาคต จึงเป็นเหตุให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องดำเนินปฏิบัติการครั้งใหม่ โดยตั้งเป้าทำลายขีปนาวุธ อุตสาหกรรมขีปนาวุธ และศักยภาพทางทะเลของอิหร่าน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่า อาจมีความสูญเสียเกิดขึ้นกับกำลังพลสหรัฐฯ แต่ระบุว่าเป็นภารกิจเพื่ออนาคต เป็นภารกิจอันทรงเกียรติ และเพื่อป้องกันไม่ให้ อิหร่านที่มีอาวุธนิวเคลียร์ คุกคามคนอเมริกันในอนาคต
ในช่วงท้ายของคำแถลง ทรัมป์เรียกร้องให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านวางอาวุธ โดยระบุว่าจะได้รับการคุ้มกันหากยอมจำนน มิฉะนั้นจะเผชิญการตอบโต้ทางทหาร
นอกจากนี้ เขายังส่งสารถึงประชาชนอิหร่านว่า ชั่วโมงแห่งเสรีภาพมาถึงแล้ว พร้อมแนะนำให้อยู่ในที่ปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติการ และระบุว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศตนเอง โดยย้ำว่า สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนด้วยพลังอันมหาศาล