วันที่ 20 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ CNA รายงานว่า สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ชำระเงินสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการเป็นสมาชิกถาวรใน บอร์ดสันติภาพ (Board of Peace) กลไกใหม่ด้านการจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ทรัมป์เป็นผู้ผลักดันและเตรียมดำรงตำแหน่งประธานด้วยตนเอง ตามรายละเอียดในเอกสารร่างกฎบัตรที่ถูกเปิดเผยล่าสุด
เอกสารระบุว่า ทำเนียบขาวได้ส่งคำเชิญถึงผู้นำหลายประเทศให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของบอร์ดสันติภาพ โดยมีรายชื่อผู้นำระดับสูง อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี และนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา
ตามร่างกฎบัตร บอร์ดสันติภาพกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีผู้นำประเทศเป็นตัวแทน และมีวาระดำรงตำแหน่งไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่กฎบัตรมีผลบังคับใช้ โดยสามารถต่ออายุได้ตามดุลยพินิจของประธานบอร์ด อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านวาระดังกล่าวจะไม่ถูกนำมาใช้กับประเทศที่จ่ายเงินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 31,500 ล้านบาท ภายในปีแรกของการจัดตั้ง ซึ่งเท่ากับเปิดช่องให้ประเทศที่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวสามารถรักษาสถานะสมาชิกได้ยาวนานกว่าปกติ
บอร์ดสันติภาพถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในบริบทของการกำกับดูแลการฟื้นฟูกาซาหลังสงคราม แต่ร่างกฎบัตรไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เฉพาะดินแดนปาเลสไตน์ โดยระบุเป้าหมายกว้างในการส่งเสริมเสถียรภาพ ฟื้นฟูการปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทั่วโลก โครงสร้างองค์กรตามที่ทำเนียบขาวเสนอ จะประกอบด้วยบอร์ดหลัก คณะกรรมการปาเลสไตน์ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนแครตเพื่อบริหารกาซา และคณะกรรมการบริหารอีกชุดหนึ่งที่ทำหน้าที่เชิงที่ปรึกษา
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาจากพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ ระบุว่า ฝรั่งเศสยังไม่สามารถเข้าร่วมได้ในขั้นตอนนี้ เนื่องจากขอบเขตอำนาจของบอร์ดสันติภาพกว้างเกินกรอบการฟื้นฟูกาซาที่สหประชาชาติรับรอง และอาจขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศของฝรั่งเศส โดยเฉพาะสถานะสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ขณะที่แหล่งข่าวรัฐบาลแคนาดาระบุว่า ออตตาวาจะไม่จ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมบอร์ด และยังไม่ได้รับคำขอให้ชำระเงินอย่างเป็นทางการ แม้นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ จะส่งสัญญาณตอบรับคำเชิญเข้าร่วมก็ตาม
ด้านศาสตราจารย์พอล วิลเลียมส์ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน วิเคราะห์ว่า แนวคิดการขายสมาชิกถาวรในราคา 1,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความพยายามของทรัมป์ในการสร้างกลไกทางเลือกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในรูปแบบ “จ่ายเงิน” โดยเป็นระบบที่ประธานบอร์ดเพียงคนเดียวถืออำนาจยับยั้งเป็นศูนย์กลาง
ร่างกฎบัตรยังมีถ้อยคำพาดพิงถึงสหประชาชาติ โดยระบุว่าบอร์ดสันติภาพควรกล้าที่จะก้าวออกจากแนวทางและสถาบันที่ล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของทรัมป์ที่วิพากษ์วิจารณ์ UN มาโดยตลอด และล่าสุดได้ประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 66 ฉบับ ซึ่งมากกว่าครึ่งเกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ
สหประชาชาติออกมาตอบโต้ทันที โดยโฆษกประธานสมัชชาใหญ่ UN ระบุว่า มีองค์กรพหุภาคีสากลเพียงหนึ่งเดียวที่ทำหน้าที่ด้านสันติภาพและความมั่นคงของโลก และนั่นคือสหประชาชาติ
นักวิเคราะห์จาก International Crisis Group เปิดเผยว่า มีอย่างน้อย 60 ประเทศที่ได้รับคำเชิญเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพ โดยบางประเทศอาจมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่อีกหลายประเทศมองว่าเป็นความพยายามรวมศูนย์อำนาจบนเวทีโลก
ทั้งนี้ ตามร่างกฎบัตร ทรัมป์ในฐานะประธานบอร์ด จะมีอำนาจถอดประเทศสมาชิกออกได้ เว้นแต่จะถูกคัดค้านด้วยเสียงสองในสามของสมาชิกทั้งหมด และยังมีอำนาจในการเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งประธาน หากตนเองพ้นจากตำแหน่งในอนาคต
นักวิเคราะห์จาก German Marshall Fund ประเมินว่า น่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่พร้อมเข้าร่วมโครงการนี้ ในช่วงเวลาที่หลายรัฐยังคงพยายามรักษาและปกป้องระบบพหุภาคีแบบดั้งเดิม
ชมคลิป