งานวิจัยจากวารสาร Science และ Nutrients ยืนยันตรงกันว่า กรดไขมันโอเมก้า-3 และ DHA ในปลามีส่วนช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้ถึง 49% และลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวลือเรื่อง ปลาก่อมะเร็ง ก็สร้างความกังวลไม่น้อย ก่อนจะไปถึงเรื่องมะเร็ง ประเด็นเรื่อง สารปรอท คือสิ่งที่ต้องระวัง องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ระบุว่าปลาบางชนิดมีสารปรอทสะสมสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบประสาท โดยมีกฎเหล็กจำง่ายๆ คือ
- ปลาตัวใหญ่ + อายุยืน + กินเนื้อ : มีโอกาสสะสมสารปรอทสูงกว่าปลาตัวเล็กที่กินพืช
- กลุ่มเสี่ยง : ปลาอินทรีขนาดใหญ่, ปลาดาบเงิน, ฉลาม และปลาไทล์ฟิช (Tilefish)
ทางเลือกที่ปลอดภัยคือ เลือกปลาที่กินพืชหรือสัตว์ตัวเล็ก เช่น ปลาทู, ปลานิล, ปลาแซลมอน
ส่วน 4 ประเภทปลาต่อไปนี้ ควรเลี่ยง เพราะเสี่ยงมะเร็ง และการติดเชื้อ จากรายงานทางการแพทย์ ประกอบไปด้วย
1. ปลาเค็ม (สไตล์จีน)
สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดให้เป็น สารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 (มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าก่อมะเร็งในมนุษย์) เนื่องจากกระบวนการหมักและถนอมอาหาร ทำให้เกิดสาร ไนโตรซามีน ซึ่งหากบริโภคสะสมเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งโพรงจมูก และมะเร็งทางเดินอาหาร
2. ปลาน้ำจืดดิบ (ปลาซาชิมิน้ำจืด)
มีความเสี่ยงจะเป็น พยาธิใบไม้ในตับ (Liver Flukes) เพราะตัวอ่อนของพยาธิจะเข้าไปอาศัยในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง และกลายเป็น มะเร็งท่อน้ำดี ในที่สุด (ควรปรุงสุกที่อุณหภูมิ 70°C ขึ้นไป)
3. ปลาฟอร์มาลีน (ปลาที่แช่สารคงสภาพ)
พ่อค้าบางรายใช้ฟอร์มาลีนเพื่อให้ปลาดูสด และเนื้อไม่เละ
วิธีสังเกตคือ เนื้อปลาจะแข็งผิดปกติ (เหมือนยาง) ไม่มีกลิ่นคาวปลา แต่มีกลิ่นฉุนแสบจมูก หากกินเข้าไป เมื่อสะสมเป็นจำนวนหนึ่ง จะทำลายระบบทางเดินอาหาร และเสี่ยงมะเร็ง
4. ปลาที่ไม่สด (ตาโบ๋ เกล็ดหลุด)
แม้ไม่ได้ก่อมะเร็งโดยตรง แต่ปลาที่เน่าเสียจะมีสาร ฮีสตามีน สูง จากการย่อยสลายของแบคทีเรีย ทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ท้องเสีย และอาหารเป็นพิษ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม
ดังนั้น เราควรเลือกกินปลาอย่างมีประโยชน์
กินหลากหลาย : สลับชนิดปลา ไม่กินซ้ำๆ เพียงชนิดเดียว
ปริมาณที่เหมาะสม : กินปลาสัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง (หรือประมาณ 300-500 กรัมต่อสัปดาห์)
เน้นปรุงสุก : หลีกเลี่ยงปลาน้ำจืดดิบ และปลาเค็มที่ผ่านการแปรรูปหนักๆ