ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า เคยประกาศว่า นี่จะเป็นฟุตบอลโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รอบ 96 ปี สุดท้ายมันก็เป็นแบบนั้นจริง เพราะนี่คือฟุตบอลโลกที่มีจำนวนทีม, จำนวนแมตช์, จำนวนเมืองเจ้าภาพ และจำนวนประตู มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อฟุตบอลโลกขยายเป็น 48 ทีม รายได้ของฟีฟ่าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และนั่นทำให้เงินรางวัลของฟุตบอลโลกครั้งนี้ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาล
โดยธันวาคมที่ผ่านมา ฟีฟ่า ประกาศว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะมีเงินรางวัลรวมสูงถึง 655 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 489 ล้านปอนด์) เพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ เงินรางวัลแต่ละอันดับ
แชมป์โลก : 50 ล้านดอลลาร์ (1,678 ล้านบาท)
รองแชมป์ : 33 ล้านดอลลาร์ (1,107 ล้านบาท)
อันดับ 3 : 29 ล้านดอลลาร์ (973 ล้านบาท)
อันดับ 4 : 27 ล้านดอลลาร์ (906 ล้านบาท)
รอบ 8 ทีมสุดท้าย : 19 ล้านดอลลาร์ต่อทีม (637 ล้านบาท)
รอบ 16 ทีมสุดท้าย : 15 ล้านดอลลาร์ต่อทีม (503 ล้านบาท)
รอบ 32 ทีมสุดท้าย : 11 ล้านดอลลาร์ต่อทีม (369 ล้านบาท)
และ ทุกชาติที่เข้าร่วมฟุตบอลโลกทั้ง 48 ทีม จะได้รับเงินอย่างน้อย 10.5 ล้านดอลลาร์ (352 ล้านบาท)
โดยแบ่งเป็น
- เงินรางวัล 9 ล้านดอลลาร์
- ค่าการเตรียมทีมอีก 1.5 ล้านดอลลาร์
โดยเงินรางวัลทั้งหมดจะถูกจ่ายให้กับ สมาคมฟุตบอลของแต่ละประเทศ จากนั้นแต่ละสมาคมจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า จะแบ่งให้นักเตะและทีมงานมากน้อยแค่ไหน และจะนำเงินส่วนที่เหลือไปพัฒนาวงการฟุตบอลของประเทศอย่างไร
ตัวอย่างเช่น ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ได้รับเงิน 15 ล้านดอลลาร์ จากการเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดย 80% ของเงินดังกล่าว จะถูกแบ่งเท่า ๆ กันระหว่างนักฟุตบอลทีมชาติชายและทีมหญิง ตามข้อตกลงที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2022 ส่วนนักเตะทีมชาติอังกฤษ บริจาคเงินค่าตอบแทนจากการรับใช้ทีมชาติ ซึ่งได้รับคนละ 2,000 ปอนด์ต่อเกม ให้กับองค์กรการกุศลทั้งหมด
สำหรับรอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง อาร์เจนติน่า แชมป์เก่า กับ สเปน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น (02.00 น. 20 ก.ค. ตามเวลาประเทศไทย) จะแข่งขันที่สนามเมทไลฟ์ สเตเดียม รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ