เว็บไซต์ thesportster สื่อกีฬาชั้นนำของโลก ได้จัดอันดับ 16 นักมวยสากลที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของทวีปเอเชีย ระบุว่า ในฐานะที่เป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรมากที่สุดในโลก เอเชียจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ได้สร้างยอดนักมวยระดับตำนานออกมามากมายกว่าที่ใครคาดคิด ฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยมีวัฒนธรรมมวยสากลที่ลึกซึ้งและเข้มข้นไม่แพ้สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือเม็กซิโก
แชมป์โลกมวยสากลที่ยิ่งใหญ่และครองตำแหน่งยาวนานหลายคนล้วนมีต้นกำเนิดจากเอเชีย และภูมิภาคนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของวงการมวยในปัจจุบัน โดยธรรมชาติแล้ว นักชกจากเอเชียมักโดดเด่นในรุ่นน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นพิกัดที่ความเร็วและเทคนิคมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
อันดับ 16 ฮิโรกิ อิโอกะ (Hiroki Ioka) แชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดของญี่ปุ่น

ฮิโรกิ อิโอกะ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดของญี่ปุ่น ด้วยวัยเพียง 18 ปี 9 เดือน หลังจากคว้าแชมป์โลก WBC รุ่นมินิฟลายเวต คนแรกในปี 1987 ต่อมาในปี 1991 เขายังสามารถคว้าแชมป์โลก WBA รุ่นไลต์ฟลายเวต แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายในหลายพิกัดน้ำหนัก
หลังอำลาสังเวียน อิโอกะยังคงสานต่อมรดกวงการมวยในฐานะผู้ฝึกสอน และคาซูโตะ อิโอกะ หลานชายของเขา ก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นแชมป์โลก 4 รุ่นน้ำหนัก
อันดับ 15 วีระพล สหพรหม (Veeraphol Sahaprom) จากแชมป์มวยไทยสู่ตำนานมวยสากล

หลังจากประสบความสำเร็จในเส้นทางมวยไทย วีระพล สหพรหม ผันตัวเข้าสู่วงการมวยสากลและก้าวขึ้นมาเป็นนักชกที่ทรงอิทธิพลอย่างรวดเร็ว เขาคว้าแชมป์โลก WBA รุ่นแบนตัมเวตได้เป็นครั้งแรกในปี 1995 และต่อมาครองแชมป์โลก WBC รุ่นแบนตัมเวต ตั้งแต่ปี 1998 ถึง 2005 พร้อมป้องกันแชมป์ได้ถึง 14 ครั้ง
พลังหมัดขวาอันหนักหน่วงและบุคลิกที่สุขุมหนักแน่น ทำให้วีระพล สหพรม ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักมวยสากลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
อันดับที่ 14 โชจิ โอกูมะ (Shoji Oguma) แชมป์โลกรุ่นฟลายเวตผู้แกร่งแกร่งของญี่ปุ่น

ความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อคือหัวใจของเส้นทางนักมวยของโชจิ โอกูมะ หลังจากคว้าแชมป์โลก WBC รุ่นฟลายเวตได้ในปี 1974 เขาต้องเผชิญกับความผิดหวังและอุปสรรคหลายครั้ง ก่อนจะกลับมาทวงคืนเข็มขัดแชมป์อีกครั้งในปี 1980 ด้วยการเอาชนะ ชาน-ฮี ปาร์ค
ความอึด อดทน และสไตล์การชกถนัดซ้ายของโอกูมะ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามในพิกัดรุ่นฟลายเวต
อันดับที่ 13 เอลลียาส พิคาล (Ellyas Pical) แชมป์โลก IBF รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต 3 สมัย

เอลลียาส พิคาล อดีตแชมป์โลก IBF รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นแชมป์โลกมวยสากลคนแรกของประเทศอินโดนีเซีย เขาครองแชมป์โลกถึง 3 สมัยในช่วงทศวรรษ 1980 และเป็นที่รู้จักจากหมัดซ้ายอันทรงพลัง รวมถึงความอึดและใจสู้บนสังเวียน
อันดับที่ 12 ยู มยองอู (Yuh Myung-woo) ผู้ล้างแค้นความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวให้กับฮิโรกิ อิโอกะ

ยู มยองอู อดีตแชมป์โลก WBA รุ่นไลต์ฟลายเวต 2 สมัย ครองเข็มขัดแชมป์ยาวนานหลายปี และสามารถป้องกันแชมป์ได้ถึง 17 ครั้ง ระหว่างปี 1985 ถึง 1991 ด้วยทักษะเชิงมวยอันยอดเยี่ยมและความสม่ำเสมอในการชก ทำให้เขาได้รับการยกย่องและถูกบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศมวยสากลนานาชาติ (International Boxing Hall of Fame)
อันดับที่ 11 (Yoko Gushiken) โยโกะ กุชิเคน ผู้ได้รับฉายาว่า อินทรีผู้ดุดัน

โยโกะ กุชิเคน ครองความยิ่งใหญ่ในรุ่นไลต์ฟลายเวตระหว่างปี 1976 ถึง 1981 โดยถือครองแชมป์โลก WBA และป้องกันแชมป์ได้สำเร็จถึง 13 ครั้ง
สไตล์การชกที่ดุดัน เดินบุกไม่หยุด และความอึดถึกทนบนสังเวียน ทำให้เขาโดดเด่นอย่างมากในยุคของตน
อันดับที่ 10 พงษ์ศักดิ์เล็ก วันจงคำ (Pongsaklek Wonjongkam) นักชกชาวไทยผู้ครองสถิติป้องกันแชมป์โลก

พงษ์ศักดิ์เล็ก วันจงคำ ถือเป็นหนึ่งในนักมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักชกรุ่นฟลายเวตที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาเริ่มชกอาชีพในปี 1994 และก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลก WBC ครั้งแรกในเดือนมีนาคม ปี 2001 ด้วยการน็อก มัลคอล์ม ทูนาเกา ตั้งแต่ยกแรก
ตลอดระยะเวลา 6 ปี พงษ์ศักดิ์เล็กสามารถป้องกันแชมป์โลกได้ถึง 17 ครั้ง จากคู่ชก 16 คน ซึ่งยังคงเป็นสถิติสูงสุดของรุ่นฟลายเวตมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากเสียแชมป์ให้กับ ไดสุเกะ ไนโตะ ในเดือนกรกฎาคม ปี 2007 และเสมอในการชกรีแมตช์เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2008 เขากลับมาคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่สองในเดือนตุลาคม ปี 2010 ด้วยการชนะคะแนน ซูริยัน ไกกันหา และสามารถป้องกันแชมป์ได้อีก 3 ครั้ง
พงษ์ศักดิ์เล็ก ปิดฉากอาชีพนักมวยด้วยชัยชนะติดต่อกัน 4 ไฟต์ ก่อนประกาศแขวนนวมในปี 2018 พร้อมกับสถานะความเป็นหนึ่งในนักมวยที่ยอดเยี่ยมที่สุดของประเทศไทยที่ได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์
อันดับที่ 9 โนนิโต โดแนร์ (Nonito Donaire) แชมป์โลกผู้ครองเข็มขัดใน 3 ทศวรรษ

แม้อาจถูกกลบกระแสความยิ่งใหญ่ของ แมนนี ปาเกียว ไปบ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่โนนิโต โดแนร์ ก็เป็นแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยฝีมือของตนเอง และ “The Filipino Flash” ได้จารึกประวัติศาสตร์มวยสากลไว้ไม่น้อย
โดแนร์เป็นแชมป์โลกถึง 4 รุ่นน้ำหนัก ได้แก่ ฟลายเวต, แบนตัมเวต, ซูเปอร์แบนตัมเวต และเฟเธอร์เวต อีกทั้งยังสร้างสถิติด้วยการคว้าแชมป์โลกใน 3 ทศวรรษที่แตกต่างกัน (ทศวรรษ 2000, 2010 และ 2020) ทำให้เขากลายเป็นนักมวยคนที่ 6 ในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ ต่อจาก อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์, เอริก โมราเลส, เบอร์นาร์ด ฮอปกินส์, แมนนี ปาเกียว และฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์
นอกจากนี้ โดแนร์ยังเคยทำสถิติชนะติดต่อกันยาวนานถึง 30 ไฟต์ หรือกว่า 12 ปี ก่อนสถิติจะหยุดลงจากความพ่ายแพ้ต่อ กีเยร์โม ริกอนโดซ์ ตำนานนักชกชาวคิวบา
อันดับที่ 8 เขาทราย แกแล็คซี่ (Khaosai Galaxy) หนึ่งในนักมวยจอมพลังน็อกเอาต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มวย

นักชกชาวไทยรายนี้มีพลังหมัดอันรุนแรงเป็นเอกลักษณ์ และก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลก WBA ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1984 หลังจากน็อก ยูเซบิโอ เอสปินัล ในยกที่ 6 เขาทราย แกแล็คซี่ สามารถป้องกันแชมป์โลกได้ถึง 19 ครั้ง และอำลาสังเวียนในฐานะแชมป์โลก หลังการชกไฟต์สุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1991
นิตยสาร The Ring จัดอันดับให้เขาทรายอยู่ใน 20 อันดับแรกของรายชื่อนักชกผู้มีพลังหมัดดีที่สุดตลอดกาลจาก 100 คน และยกย่องให้เป็นนักมวยปอนด์ต่อปอนด์อันดับหนึ่งของประเทศไทยในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เขายังได้รับเลือกเข้าสู่หอเกียรติยศมวยสากลนานาชาติ (International Boxing Hall of Fame) ในปี 1999 และจนถึงวันนี้ยังคงเป็นวีรบุรุษในใจแฟนมวยชาวไทยเสมอ
อันดับที่ 7 กาเบรียล เอลอร์เด (Gabriel Elorde ) แฟลช ผู้โดดเด่นด้วยความเร็วและทักษะเชิงมวย
กาเบรียล เอลอร์เด ได้รับฉายา “แฟลช” จากความเร็วและทักษะเชิงมวยอันยอดเยี่ยม เขาเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวต โดยคว้าแชมป์โลกแบบไลน์อัล (Lineal Champion) ได้เป็นครั้งแรกในปี 1960 และต่อมาในปี 1963 ก็สามารถคว้าเข็มขัดแชมป์โลก WBA และ WBC รุ่นนี้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์
เอลอร์เดเสียแชมป์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1964 ให้กับ คาร์ลอส ออร์ติซ ในการป้องกันแชมป์ครั้งที่สอง แต่เพียง 5 เดือนต่อมา เขากลับมาทวงคืนแชมป์โลกได้อีกครั้ง กลายเป็นแชมป์โลก 3 สมัย และสามารถป้องกันแชมป์ได้รวมถึง 10 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 7 ปี ซึ่งถือเป็นสถิติของรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวต
ในฐานะนักมวยชาวฟิลิปปินส์คนที่ 3 ที่ได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศมวยสากลนานาชาติ (International Boxing Hall of Fame) เอลอร์เดยังได้รับการยกย่องจาก WBC ให้เป็นนักชกรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
อันดับ ที่ 6 ปันโช วิลลา ( Pancho Villa ) เส้นทางอาชีพอันยิ่งใหญ่ที่ต้องจบลงอย่างน่าเศร้า
ปันโช วิลลา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักมวยชาวฟิลิปปินส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และอาจก้าวไปไกลถึงระดับตำนานตลอดกาล หากโศกนาฏกรรมไม่เข้ามาขัดขวางเส้นทางชีวิตของเขา
วิลลาขึ้นชกระหว่างปี 1919–1925 และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักมวยชาวเอเชียคนแรกที่คว้าแชมป์โลกรุ่นฟลายเวต รวมถึงเป็นแชมป์โลกคนแรกของฟิลิปปินส์ในทุกรุ่นน้ำหนัก หลังเอาชนะ จิมมี ไวลด์ ได้ในเดือนมิถุนายน ปี 1923
เขาป้องกันแชมป์โลกได้หลายครั้ง แม้จำนวนที่แน่ชัดจะไม่ปรากฏชัด โดยหลังจากนั้นยังชกในรุ่นฟลายเวตอีก 18 ไฟต์ ก่อนขยับขึ้นไปชกรุ่นแบนตัมเวต ซึ่งไม่เป็นที่แน่ชัดว่าในจำนวนดังกล่าวมีกี่ไฟต์ที่เป็นการป้องกันแชมป์โลก
วิลลากลับมาชกรุ่นฟลายเวตอีกครั้งในไฟต์สุดท้ายของชีวิต ซึ่งเป็นการพบกับ จิมมี แม็คลาร์นิน ในเดือนกรกฎาคม ปี 1925 โดยก่อนการชกในวันเดียวกัน เขาได้ถอนฟันที่ติดเชื้อ และไม่กี่วันต่อมาเขาเสียชีวิตจากการติดเชื้อที่ลุกลามไปยังลำคอ ขณะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น
การจากไปอย่างกะทันหันของปันโช วิลลา ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการมวยโลก และชื่อของเขายังคงถูกจดจำในฐานะผู้บุกเบิกและตำนานของมวยสากลเอเชียจนถึงปัจจุบัน
อันดับที่ 5 เซเฟริโน การ์เซีย ( Ceferino Garcia ) แชมป์โลกรุ่นมิดเดิลเวตเพียงหนึ่งเดียวของฟิลิปปินส์
แม้ว่ายอดนักมวยชาวเอเชียส่วนใหญ่จะสร้างชื่อเสียงในรุ่นน้ำหนักเบา แต่เซเฟริโน การ์เซีย ถือเป็นกรณีที่แตกต่างออกไป เพราะเขาแจ้งเกิดในรุ่นเวลเตอร์เวต และประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นยิ่งกว่าในรุ่นมิดเดิลเวต
อาชีพนักมวยของการ์เซียยาวนานถึง 12 ปี ระหว่างปี 1933–1945 และขึ้นชกมากถึง 165 ไฟต์ โดยคว้าชัยชนะได้ถึง 121 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติชนะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของนักมวยชาวฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ เขายังเป็นนักชกจากฟิลิปปินส์เพียงคนเดียวที่สามารถคว้าแชมป์โลกในรุ่นมิดเดิลเวตได้
การ์เซียยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้คิดค้นหมัด โบโลพั้นช์ (Bolo Punch) ซึ่งเป็นหมัดที่ผสมผสานระหว่างฮุกและอัปเปอร์คัต และต่อมาถูกนำไปใช้โดยยอดนักมวยระดับตำนานอย่าง ชูการ์ เรย์ เลนเนิร์ด และรอย โจนส์ จูเนียร์ อีกทั้งเขายังเป็นนักมวยชาวฟิลิปปินส์คนแรกที่ได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศมวยสากลนานาชาติ (International Boxing Hall of Fame) ในปี 1977
อันดับที่ 4 มาซาฮิโกะ ไฟท์ติ้ง ฮาราดะ (Masahiko ‘Fighting’ Harada) ผู้ได้รับการบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศมวยสากลในปี 1995

อาชีพนักมวยสากลอาชีพของมาซาฮิโกะ ฮาราดะ ดำเนินอยู่ระหว่างปี 1960 ถึง 1970 อย่างชัดเจน และในช่วงเวลาดังกล่าวเขาก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลก 2 รุ่นน้ำหนัก ได้แก่ ฟลายเวต และแบนตัมเวต นักชกชาวญี่ปุ่นคว้าแชมป์โลกครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 1962 จากการชกไฟต์ที่ 28 ของอาชีพ ด้วยการน็อก โพเน่ คิงเพชร ในยกที่ 11 จากทั้งหมด 15 ยกที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม เขาเสียแชมป์ในการชกรีแมตช์อีก 3 เดือนถัดมา
สามปีต่อมา ฮาราดะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง คราวนี้ในรุ่นแบนตัมเวต หลังเอาชนะคะแนนแบบไม่เอกฉันท์ (Split Decision) เหนือ เอแดร์ โจเฟร นักชกไร้พ่ายในขณะนั้น คว้าแชมป์โลก WBA และ WBC มาครองได้สำเร็จ
ฮาราดะ มีสถิติการชก 55 ชนะ 7 แพ้ เสมอ 0 และชนะน็อก 22 ครั้ง เขาป้องกันแชมป์โลกได้ 4 ครั้ง รวมถึงไฟต์รีแมตช์กับโจเฟร ซึ่งส่งผลให้นักชกชาวบราซิลรายนั้นต้องประกาศแขวนนวมชั่วคราว หลังจากเสียแชมป์ให้กับ ไลโอเนล โรส ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1968 ฮาราดะได้ขึ้นชกชิงแชมป์โลกอีก 2 ครั้ง แต่พ่ายแพ้ทั้งสองไฟต์ รวมถึงไฟต์สุดท้ายในอาชีพเมื่อเดือนมกราคม ปี 1970
ฮาราดะได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศมวยสากลนานาชาติ (International Boxing Hall of Fame) ในปี 1995 และณ ปี 2023 เขาดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์มวยสากลแห่งประเทศญี่ปุ่น
อันดับที่ 3 คริส จอห์น (Chris John) ซูเปอร์สตาร์นักชกชาวอินโดนีเซีย

คริส จอห์น เป็นนักชกรุ่นเฟเธอร์เวตที่ครองความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง โดยนักชกชาวอินโดนีเซียรายนี้ครองแชมป์โลก WBA ในรุ่นดังกล่าวยาวนานถึง 9 ปี และป้องกันแชมป์ได้ 16 ครั้ง ทำให้เขาเป็นแชมป์โลกที่ครองตำแหน่งยาวนานเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์รุ่นเฟเธอร์เวต
เขาก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ปี 2004 ด้วยการชนะคะแนน โอซามุ ซาโตะ และหนึ่งในชัยชนะที่โดดเด่นที่สุดระหว่างการครองแชมป์อันยาวนาน คือการเอาชนะ ฮวน มานูเอล มาร์เกซ ยอดนักชกชาวเม็กซิโก
ฉายา เดอะ ดรากอน ของเขาสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม ปี 2013 หลังพ่ายแพ้แบบขอยุติการชกในยกที่ 6 ให้กับ ซิมพีเว เวติเยกา ก่อนที่เขาจะประกาศแขวนนวม ซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวตลอดอาชีพนักมวยสากลอาชีพของเขา คริส จอห์น เป็นแชมป์โลกคนที่ 4 ของอินโดนีเซีย และได้รับการยกย่องว่าอาจเป็นนักมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
อันดับที่ 2 นาโอยะ อิโนอุเอะ (Naoya Inoue) แชมป์โลกรุ่นซูเปอร์แบนตัมเวตผู้ยิ่งใหญ่และไร้เทียมทาน

นักชกชาวญี่ปุ่นรายนี้ ซึ่งได้ฉายาอย่างเหมาะสมว่า “เดอะ มอนสเตอร์” คือหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ระดับปอนด์ต่อปอนด์แห่งยุคปัจจุบัน นาโอยะ อิโนอุเอะ ก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกตั้งแต่การชกอาชีพไฟต์ที่ 6 เมื่อเขาคว้าแชมป์โลก WBC รุ่นไลต์ฟลายเวต ในเดือนเมษายน ปี 2014 และนับจากนั้นก็สร้างผลงานระดับประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
อิโนอุเอะเป็นนักมวยคนแรกและคนเดียวที่คว้าแชมป์โลกแบบไร้ข้อโต้แย้ง (Undisputed Champion) ในรุ่นซูเปอร์แบนตัมเวต อีกทั้งยังเป็นคนแรกในยุค 4 เข็มขัด ที่สามารถครองแชมป์โลกครบทุกสถาบันหลักในรุ่นแบนตัมเวต ระหว่างปี 2019 ถึง 2023
จากการชกทั้งหมด 29 ไฟต์ อิโนอุเอะสามารถเอาชนะน็อกคู่ชกได้ถึง 26 ราย แม้จะชกเป็นหลักในประเทศญี่ปุ่น แต่เขาก็ได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นหนึ่งในนักมวยระดับแถวหน้าของโลก ไม่เพียงแค่ในเอเชียเท่านั้น แต่รวมถึงเวทีมวยสากลระดับนานาชาติด้วย
อันดับที่ 1 แมนนี ปาเกียว (Manny Pacquiao) แพ็คแมน นักมวยที่โด่งดังที่สุดของทวีปเอเชีย

แมนนี ปาเกียว คือสุดยอดนักมวยแห่งทวีปเอเชีย และยังถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักชกที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของวงการมวยสากล ผลงานและสถิติของเขามีมากมายจนแทบจดไม่หมด โดยนักชกชาวฟิลิปปินส์รายนี้เป็นแชมป์โลก 8 รุ่นน้ำหนักเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ และคว้าแชมป์โลกหลักรวมถึง 12 เส้น
ในเดือนกรกฎาคม ปี 2019 ด้วยวัย 40 ปี ปาเกียวสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวตที่อายุมากที่สุดตลอดกาล นอกจากนี้ เขายังมีคู่ปรับระดับตำนานมากมายตลอดเส้นทางอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ฮวน มานูเอล มาร์เกซ, เอริก โมราเลส, ทิโมธี แบรดลีย์ จูเนียร์ และมาร์โก อันโตนิโอ บาร์เรรา ซึ่งเขาพบกันถึงสองครั้ง
ด้วยสถิติการชก 62 ชนะ 8 แพ้ เสมอ 2 และชนะน็อก 39 ครั้ง เมื่อใดก็ตามที่แมนนี ปาเกียว ประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการ ชื่อของเขาก็จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์มวยโลกอย่างมั่นคงตลอดกาล
เรียบเรียง ทีมข่าวสยามนิวส์