ใจหาย! เผยสาเหตุนักข่าวหนุ่มชื่อดัง ตัดสินใจลาออก จากงานที่รักมาก
ใจหาย! เผยสาเหตุนักข่าวหนุ่มชื่อดัง ตัดสินใจลาออก จากงานที่รักมาก
ข่าวสังคม - โซเชียล

ใจหาย! เผยสาเหตุนักข่าวหนุ่มชื่อดัง ตัดสินใจลาออก จากงานที่รักมาก

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายวชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Thai PBS โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก วชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย ประกาศลาออกจากไทยพีบีเอส เพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในฐานะผู้สื่อข่าวอิสระอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป โดยระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ผ่านการคิดทบทวนมาอย่างรอบด้าน และมีงานประจำรองรับแล้ว ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ได้ทำงานในสายอื่นที่ไม่ใช่งานสื่อมวลชน ควบคู่กับการเดินหน้าทำข่าวในประเด็นที่สนใจต่อไป

นายวชิรวิทย์ระบุว่า ตลอดเส้นทางการทำงานข่าวเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากการทำงานที่เนชั่นทีวีประมาณ 5 ปี ก่อนย้ายมาร่วมงานกับไทยพีบีเอสอีกประมาณ 5 ปี การตัดสินใจลาออกครั้งนี้จึงไม่ใช่การยุติบทบาทในวิชาชีพสื่อมวลชน แต่เป็นการเปิดทางเลือกใหม่ให้กับชีวิต โดยยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณของการเป็นนักข่าว และตั้งใจทำงานสื่อสารประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยังต้องการเดินหน้าทำข่าว คือความสนใจในประเด็นด้านสาธารณสุข ซึ่งชัดเจนขึ้นหลังจากเริ่มทำข่าวด้านนี้อย่างจริงจังในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยนายวชิรวิทย์มองว่า การทำข่าวสาธารณสุขไม่ได้มีความหมายเพียงการรวบรวมข้อมูลหรือรายงานประเด็นข่าวเท่านั้น แต่ยังทำให้ได้เรียนรู้จากอาจารย์ บุคลากรทางการแพทย์ และแหล่งข่าวจากหลากหลายวิชาชีพ ทั้งเรื่องความมุ่งมั่นในการดูแลผู้ป่วย ความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย ตลอดจนแนวคิดและมุมมองที่นำมาปรับใช้ได้ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว

นายวชิรวิทย์ยังระบุด้วยว่า ความสัมพันธ์กับแหล่งข่าวหลายคนได้พัฒนาเป็นมิตรภาพที่มีความหมาย บางคนกลายเป็นพี่น้องและที่ปรึกษาที่สามารถพูดคุยกันได้แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผูกพันกับงานข่าวสาธารณสุข และเชื่อมั่นว่าการสื่อสารสามารถเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นได้

หลังจากเปลี่ยนสถานะเป็นผู้สื่อข่าวอิสระ นายวชิรวิทย์จะเดินหน้าทำเพจเฟซบุ๊ก "วชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย" หรือ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา และมีแผนเปิดเว็บไซต์อย่างจริงจังเมื่อมีเงินทุนเพียงพอ รวมถึงพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารและหาแนวทางสร้างความร่วมมือกับเพื่อนสื่อมวลชน ตลอดจนมองหาโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อให้การทำข่าวดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

เจ้าตัวยอมรับว่า การทำงานอิสระอาจมีข้อจำกัดแตกต่างจากการเป็นผู้สื่อข่าวประจำ โดยอาจไม่ได้ลงสนามข่าวบ่อยครั้งเหมือนเดิม แต่ยังตั้งใจติดตามและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวตามปกติ โดยเฉพาะประเด็นที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ พร้อมขอความร่วมมือจากแหล่งข่าวที่เคยให้ความเมตตาและสนับสนุนการทำงานมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายวชิรวิทย์ยังกล่าวขอบคุณไทยพีบีเอสที่เป็นเสมือนโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งในชีวิต เปิดโอกาสให้ได้ฝึกฝน เรียนรู้ และทำข่าวในประเด็นที่หลากหลาย พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวมองว่าองค์กรควรทบทวนและปรับตัวครั้งใหญ่ ซึ่งอาจต้องพิจารณาลึกไปถึงวัฒนธรรมและโครงสร้างองค์กร

นายวชิรวิทย์ให้เหตุผลว่า การได้รับเงินภาษีเป็นทุนดำเนินงานโดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากการขายโฆษณาเช่นเดียวกับสื่อทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะมั่นคงจนไม่จำเป็นต้องปรับตัว แต่ความเป็นสื่อสาธารณะกลับยิ่งทำให้ต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และพร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเชื่อว่าหากไทยพีบีเอสสามารถปฏิรูปองค์กรได้สำเร็จ ก็จะมีโอกาสเดินหน้าต่อไปได้อีกไกล

ทั้งนี้ เจ้าตัวยังระบุว่า ประเด็นข่าวสาธารณสุขหลายเรื่องที่เคยนำเสนอในฐานะผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส อาจทำได้ยากหากไม่ได้ทำงานในองค์กรสื่อสาธารณะที่เปิดพื้นที่ให้ผู้สื่อข่าวเจาะลึก ทำสกู๊ป และตั้งคำถามกับประเด็นที่ยังมีพื้นที่ในสื่อกระแสหลักไม่มากนัก พร้อมย้ำว่า สื่อแต่ละแห่งต่างมีข้อจำกัดและรูปแบบการทำงานแตกต่างกัน

แม้จะสิ้นสุดบทบาทผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส แต่ นายวชิรวิทย์ยืนยันว่าจะยังคงให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานที่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป พร้อมนำความรู้ ประสบการณ์ และมิตรภาพตลอดเกือบ 10 ปี มาต่อยอดในเส้นทางผู้สื่อข่าวอิสระ โดยหวังว่าจะได้กลับมาพบกันในสนามข่าวและร่วมกันขับเคลื่อนสังคมต่อไปในบทบาทที่แตกต่างกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ