วานนี้ (27 ต.ค. 69) น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 41 ปี เดินทางเข้าขอความช่วยเหลือจาก นายพงศ์พัฒน์ โพธิ์ทองคำ ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย สภาทนายความจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ช่วยดำเนินคดีทางกฎหมายและร้องเรียนวินัยข้าราชการ หลังสืบทราบว่าสามี ซึ่งมีอาชีพเป็นทหารยศ "จ่าสิบเอก" สังกัดกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี แอบคบชู้กับหญิงสาวรายหนึ่งที่มีตำแหน่งเป็นถึง "รองผู้อำนวยการโรงเรียน" ใน จ.สุรินทร์
น.ส.เอ เล่าว่า ตนแต่งงานอยู่กินกับสามีมานาน 14 ปี ไม่เคยมีพฤติกรรมนอกลู่นอกทาง จนกระทั่งช่วงปี 2568 สามีไปปฏิบัติราชการทหารในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ตั้งรหัสล็อคโทรศัพท์ แอบวิดีโอคอลหากัน และเคยแอบหนีออกจากค่ายทหารจนถูกผู้บังคับบัญชาทำโทษ ซึ่งพยานยืนยันว่ามีหญิงสาวขับรถมารับ ซึ่งตรงกับรถของรองผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว นอกจากนี้ สามีของรอง ผอ. คนนี้ยังเคยโทรศัพท์มาเตือนตนว่า ทั้งคู่กำลังคบหากันอยู่
เมื่อตนเริ่มถามจี้ สามีกลับโมโหและโพสต์รูปปืนพร้อมลูกกระสุนปืนระบุข้อความ "ระเบิดเวลา" ข่มขู่ ตนจึงตัดสินใจแอบนำอุปกรณ์ GPS ไปติดไว้ที่รถของสามี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สัญญาณ GPS ระบุว่า สามีไม่ได้พักในหน่วย แต่ไปอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ตนพร้อมน้องสาวและเพื่อนจึงตามไปอัดคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน และพบสามีอยู่กับรอง ผอ.โรงเรียน ในห้องพักสองต่อสองจริง
น.ส.เอ เผยต่อว่า หญิงชู้รักรายนี้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง (ลูกสาวของน้องสาวแม่สามี) โดยหลังจากจับได้ สามียอมรับสารภาพ แต่ฝ่ายหญิงกลับแสดงสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความสำนึกผิด พร้อมถามตนกลับมาว่า "เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ยังจะกลับไปอยู่กินกันฉันสามีภรรยาเป็นครอบครัวเหมือนเดิมหรือไม่" ซึ่งสร้างความตกใจและสะเทือนใจให้ตนเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ น.ส.เอ ยืนยันว่า จะให้สภาทนายความจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการยื่นฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจากชู้ และจะยื่นเรื่องเอาผิดทางวินัยข้าราชการร้ายแรงกับทั้งสามีและรอง ผอ.โรงเรียน ให้ถึงที่สุด โดยย้ำชัดว่าจะไม่มีการเจรจายอมความใด ๆ ทั้งสิ้น
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ