กระจ่างแล้ว! กรมธรณี เฉลยเอง รอยปริศนากลางป่าอุดรฯ ใช่ไดโนเสาร์จริงไหม
กระจ่างแล้ว! กรมธรณี เฉลยเอง รอยปริศนากลางป่าอุดรฯ ใช่ไดโนเสาร์จริงไหม
ข่าวสังคม - โซเชียล

กระจ่างแล้ว! กรมธรณี เฉลยเอง รอยปริศนากลางป่าอุดรฯ ใช่ไดโนเสาร์จริงไหม

ฟังข่าวนี้

วันที่ 20 ตุลาคม 2569 กรมทรัพยากรธรณี ลงพื้นที่ตรวจสอบรอยตีนไดโนเสาร์โบราณ บริเวณหน่วยพิทักษ์ที่ ภธ.3 (ภูพระบาท) ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี หลังนายพิชัย ประเทศเสนา ค้นพบร่องรอยดังกล่าว ผลการตรวจสอบพบรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อกลุ่มเทอโรพอด จำนวน 6 รอย เรียงต่อเนื่องเป็นแนวทางเดินบนชั้นหินทราย มีอายุประมาณ 120 ล้านปี

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี มอบหมายให้กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์และสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 ประสานความร่วมมือกับอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบร่องรอยดังกล่าวอย่างละเอียด

จากการตรวจสอบพบรอยตีนไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่เคลื่อนที่ด้วยขาหลังทั้งสองข้าง โดยพบรอยตีนต่อเนื่องกัน 1 แนวทางเดิน รวมทั้งหมด 6 รอย ปรากฏอยู่บนชั้นหินทรายหมวดหินภูพาน ซึ่งมีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือประมาณ 120 ล้านปีก่อน ลักษณะรอยตีนมีนิ้วเท้า 3 นิ้ว ปลายแหลมชัดเจน แต่ละรอยมีความยาวประมาณ 29 เซนติเมตร และกว้าง 26 เซนติเมตร

เมื่อประเมินจากขนาดของรอยตีน นักวิทยาศาสตร์คาดว่าไดโนเสาร์เจ้าของร่องรอยนี้มีความสูงบริเวณสะโพกประมาณ 1.42 เมตร และมีความยาวลำตัวประมาณ 6.30 เมตร โดยมีขนาดใกล้เคียงกับ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอดที่เคยค้นพบในประเทศไทยและมีอายุอยู่ในช่วงเดียวกัน

สำหรับแนวทางอนุรักษ์ กรมทรัพยากรธรณีได้เสนอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงกรมศิลปากร พิจารณากำหนดเขตคุ้มครองบริเวณที่พบรอยตีนไดโนเสาร์ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการรบกวนของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งจัดทำมาตรการลดผลกระทบจากการกัดเซาะของน้ำ และพิจารณาพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งศึกษาและวิจัย ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวด้านธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ที่มีความสำคัญของประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 เพื่อให้ร่องรอยสำคัญทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพ และเปิดโอกาสให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์ของไทยต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ