คนไข้แทบช็อก! ไปหาหมอเพราะมีเชื้อราในปาก สุดท้ายตรวจพบ ติดเชื้อ HIV ทั้งที่ไม่มีอะไรกับใครมาแล้ว 3 ปี
คนไข้แทบช็อก! ไปหาหมอเพราะมีเชื้อราในปาก สุดท้ายตรวจพบ ติดเชื้อ HIV ทั้งที่ไม่มีอะไรกับใครมาแล้ว 3 ปี
ข่าวสังคม - โซเชียล

คนไข้แทบช็อก! ไปหาหมอเพราะมีเชื้อราในปาก สุดท้ายตรวจพบ ติดเชื้อ HIV ทั้งที่ไม่มีอะไรกับใครมาแล้ว 3 ปี

ฟังข่าวนี้

เรื่องราวสุดช็อกนี้ มาจากคุณหมอประดิษฐ์ เมฆมังกรทอง ได้มีการออกมาโพสต์เตือนเรื่องสุขภาพ ระบุว่า ผมไปติดโรคนี้มา ได้อย่างไรครับหมอ ผมไม่มีความเสี่ยงมานานแล้ว ผู้ป่วยชายไทย รูปร่างผอม อายุ 40 ปี ไม่มีประวัติโรคประจำตัวใดใด มาพบผม ที่ห้องตรวจ ด้วยเรื่อง มีฝ้าขาวเต็มปาก มาสองสัปดาห์ ไม่เจ็บไม่ปวด ในช่องปาก แต่รู้สึกเฝื่อนเฝื่อนในปาก ทำให้ทานอาหารไม่อร่อย และมีอาการไอแห้งแห้ง ช่วงเย็นๆ มาประมาณหนึ่งเดือน

จากการตรวจร่างกาย พบว่า ผู้ป่วย ไม่มี ไข้ ความดันโลหิตปกติ ชีพจรปกติ ออกซิเจนในเลือดปกติ ตรวจภายในช่องปาก พบฝ้าขาวในปาก เต็มปากไปหมด ทั้งบนเพดาน หลังคอ กระพุงแก้มทั้งสองข้าง ลิ้น (ดังภาพประกอบในโพสต์)

ตามปกติ ในผู้ใหญ่ทั่วไป มักจะไม่มี การติดเชื้อราในช่องปากแบบนี้ ถ้ามีการติดเชื้อรา ในช่องปาก เราจะนึกถึงว่า ผู้ป่วยท่านนั้นมีโรค อะไรสักอย่าง แอบอยู่ ที่ทำให้ ภูมิต้านทาน ในร่างกายของคนไข้ คนนั้น ต่ำกว่าปกติมาก เช่น โรคเอดส์ โรคเรื้อรังต่างๆ ทึ่รักษาและควบคุมไม่ดี เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง วัณโรคปอด หรือผู้ป่วยบางท่าน เป็นโรคหอบหืด แล้วพ่นยาสเตียรอยด์ ผ่านทางปากทุกๆวัน เป็นต้น

ผมจึงแนะนำให้ผู้ป่วย ท่านนี้ ทำการตรวจเลือด เพื่อดูน้ำตาลในเลือด ตรวจการติดเชื้อเฮชไอวี ตรวจการติดเชื้อซิฟิลิส และตรวจเอกซเรย์ปอด(เนื่องจากผู้ป่วย มีประวัติ ไอเรื้อรังมา เป็นเดือนด้วย)

ในตอนแรก ผู้ป่วยแจ้งว่า ผู้ป่วยไม่มีเพศสัมพันธ์ หรือความเสี่ยง มาสามปีแล้ว และเมื่อสองปีก่อน ได้เคยตรวจ เลือดหา การติดเชื้อเฮชไอวีแล้ว และพบว่า ไม่พบการติดเชื้อ แต่ผมคิดว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะติดเชื้อเอชไอวี เพราะเป็นผู้ป่วย กลุ่ม LGBTQ จึงยืนยัน ขอตรวจเลือด ดูเพื่อความแน่นอน

ผลการตรวจที่ออกมาคือ

1. น้ำตาลในเลือดปกติ

2. เอ็กซเรย์ปอดปกติ

3.ไม่พบการติดเชื้อซิฟิลิส

4.ผล Anti HIV เป็นผล บวก

เป็นไปตามที่ผมคาด ก็คือผู้ป่วยมีการ ติดเชื้อไวรัส HIV เอชไอวี แต่ไม่รู้ตัว จึงไม่ได้ไปทำการรักษา เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายตกลงมาก ทำให้คนไข้ ง่ายต่อการ ถูกเชื้อโรคชนิดอื่นๆ เข้ามาทำร้าย รวมถึงเชื้อราด้วย จึงมีการติดเชื้อรา ในช่องปากเต็มไปหมด (ดังภาพที่ประกอบในโพสต์)

เมื่อผมได้แจ้ง ผลเลือด ให้แก่ผู้ป่วยทราบ ผู้ป่วยมีความตกใจและ สงสัยอย่างมาก ว่าตนเองไปติดเชื้อ มาได้อย่างไร เพราะยืนยันว่า ไม่มีเพศสัมพันธ์ มาสามปีแล้ว และสองปีก่อน ก็ตรวจแล้วว่า ไม่ติดเชื้อ ผมจึงอธิบายว่า ณ วันนี้ สิ่งสำคัญ ไม่ใช่เรื่องของ การหาว่า ติดมาจากไหน แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเริ่มรักษา รับยาต้านไวรัส และผมได้ให้ กำลังใจว่า ปัจจุบัน โรคติดเชื้อเอชไอวี เป็นโรคที่สามารถ รักษาได้ ถ้ารักษา กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กินยา สม่ำเสมอ ดูแลตัวเองดีดี ก็จะมีอายุขัย ได้เหมือนคนทั่วไป ที่ไม่ป่วยเป็นโรค HIV

และการรักษา ที่ผมให้ เบื้องต้น ก็คือ ให้ยาฆ่าเชื้อราชนิดกิน ยาฆ่าเชื้อรา ชนิดป้ายในช่องปาก และน้ำยาบ้วน ฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก และให้ผลเลือดทั้งหมด ให้ผู้ป่วยไปรักษา รับยาต้านไวรัส เฮชไอวี ที่โรงพยาบาล ที่ผู้ป่วยต้องการ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก ใกล้หมอโพลีคลีนิก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ