กลุ่มศิษย์ หลวงพ่อสาคร หอบหลักฐานร้องกองปราบฯ สอบสมบัติพิพิธภัณฑ์วัดดังระยอง อ้างพระทองคำหาย-แจ้งความเท็จ
กลุ่มศิษย์ หลวงพ่อสาคร หอบหลักฐานร้องกองปราบฯ สอบสมบัติพิพิธภัณฑ์วัดดังระยอง อ้างพระทองคำหาย-แจ้งความเท็จ
ข่าวสังคม - โซเชียล

กลุ่มศิษย์ หลวงพ่อสาคร หอบหลักฐานร้องกองปราบฯ สอบสมบัติพิพิธภัณฑ์วัดดังระยอง อ้างพระทองคำหาย-แจ้งความเท็จ

ฟังข่าวนี้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 ต.ค. 2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พลเรือตรี ศักดิ์ชัย อนันตชัย อดีตรองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ในฐานะผู้แทนคณะศิษย์หลวงพ่อสาคร พร้อมชาวบ้านและคณะศิษยานุศิษย์กว่า 10 คน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมหลักฐาน ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินและวัตถุมงคลที่เก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ของวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง หลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สิน การจัดทำบัญชี และกรณีพระทองคำบางรายการที่มีข้อมูลไม่ตรงกัน

พลเรือตรี ศักดิ์ชัย เปิดเผยว่า การเข้าร้องเรียนครั้งนี้สืบเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับเหรียญและวัตถุมงคลที่ตนและคณะศิษย์เคยร่วมกันจัดสร้างและนำไปถวายวัด โดยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะศิษย์ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงทางวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระยอง เพื่อขอเข้าพบและขออนุญาตตรวจสอบ พร้อมจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่เก็บรักษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันนัดหมาย กลับเกิดการโต้เถียงกันภายในวัด อีกทั้งคณะศิษย์อ้างว่าถูกปฏิเสธและขัดขวางไม่ให้ขึ้นไปตรวจสอบบริเวณพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเก็บวัตถุมงคล ส่งผลให้การเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ และทำให้คณะศิษย์เกิดความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดูแลทรัพย์สิน

คณะศิษย์ระบุว่า ทรัพย์สินที่ต้องการให้ตรวจสอบประกอบด้วยสมบัติโบราณและวัตถุมงคลที่มีมูลค่าและคุณค่าทางจิตใจ เช่น พระขุนแผน และหนุมานมหาปราบ ซึ่งหลวงพ่อสาครสร้างและสะสมไว้เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับการปฏิสังขรณ์วัด จึงเกรงว่าอาจมีการโยกย้าย จำหน่าย หรือเปลี่ยนมือโดยไม่สามารถตรวจสอบที่มาและรายละเอียดทางบัญชีได้อย่างชัดเจน

พลเรือตรี ศักดิ์ชัย ยังกล่าวอ้างถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดหลายประเด็น โดยประเด็นแรก คือกรณีเจ้าอาวาสปฏิเสธความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของวัด หลังมีเหตุเกี่ยวกับการจำหน่ายสิ่งของภายในพิพิธภัณฑ์ โดยอ้างว่าไม่ทราบเรื่อง ทั้งที่คณะศิษย์ระบุว่ามีเอกสารและข้อมูลบนเว็บไซต์ของวัดเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบทรัพย์สินภายหลังเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาส รวมถึงทรัพย์สินในพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้ประชาชนเข้าชม

ประเด็นที่สอง คือข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำสิ่งของของวัดไปจำหน่าย โดยอ้างเหตุผลว่านำเงินมาใช้บำรุงวัด ซึ่งคณะศิษย์ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายหรือไม่

ประเด็นที่สาม คือกรณีเศษทองภายในวัด โดยพลเรือตรี ศักดิ์ชัย อ้างว่ามีคลิปเสียงและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการให้บุคคลภายนอกขนเศษทองออกไปจำหน่าย แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ได้จากการขายและการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งต้องการให้มีการชี้แจงอย่างชัดเจน

ประเด็นที่สี่ คือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารและการรายงานข้อมูลต่อส่วนราชการ โดยคณะศิษย์อ้างว่า หลังพบสิ่งของบางรายการสูญหาย กลับมีการแจ้งว่าสิ่งของยังอยู่ครบ ก่อนจะพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ภาพถ่ายเก่าเป็นหลักฐานในการรายงาน จึงต้องการให้ตรวจสอบว่าเข้าข่ายการปลอมแปลงเอกสารหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่หรือไม่

ส่วนประเด็นที่ห้า คือกรณีเหรียญนาคปรกทองคำหมายเลข 1 และพระทองคำ 3 องค์ ซึ่งคณะศิษย์ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการครอบครองและการสูญหาย โดยอ้างว่าเหรียญนาคปรกทองคำหมายเลข 1 ถูกพบอยู่ภายในกุฏิ หลังจากก่อนหน้านี้มีการปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งของดังกล่าว ขณะที่เหรียญนาคปรกเนื้ออื่นถูกจำหน่ายไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน เนื่องจากการตรวจนับครั้งแรกมีการแจ้งเป็นหนังสือว่าสิ่งของอยู่ครบ แต่เมื่อตรวจนับอีกครั้งกลับมีการระบุว่าพระทองคำสูญหายไป 3 องค์ พร้อมอ้างว่าสูญหายก่อนเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาส

พลเรือตรี ศักดิ์ชัย ระบุว่า ก่อนหน้านี้คณะศิษย์เคยร้องเรียนต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระยองแล้ว แต่เห็นว่ายังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยกล่าวอ้างว่ามีการถ่ายภาพร่วมกับทางวัดและเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่ระบุว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระยองเห็นว่าสามารถจำหน่ายทรัพย์สินได้ อีกทั้งยังมีกรณีเจ้าคณะอำเภอโทรศัพท์มาโต้แย้งโดยอ้างถึงหนังสือที่คณะศิษย์เห็นว่ามีเนื้อหาขัดแย้งกัน

ด้วยเหตุนี้ คณะศิษย์จึงกังวลว่าอาจมีการช่วยเหลือกันจนทำให้การตรวจสอบไม่เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา จึงตัดสินใจนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย โดยยืนยันว่าต้องการให้การดูแลทรัพย์สินของวัดเป็นไปอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน เพจท้องถิ่น ZOOM Rayong ซูมระยอง ได้เผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในวัดดังกล่าวในจังหวัดระยอง พร้อมตั้งคำถามถึงกลุ่มบุคคลที่พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของวัด ส่งผลให้ประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์และประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายและจังหวัดระยอง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา พลเรือตรี ศักดิ์ชัย เคยเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวในข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อนจะเดินทางมายื่นเรื่องต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) อีกครั้งในวันที่ 14 ต.ค. 2569 เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินและวัตถุมงคลของวัดเพิ่มเติม

เบื้องต้น พลเรือตรี ศักดิ์ชัยและคณะได้ส่งมอบหนังสือร้องเรียนพร้อมหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามพิจารณา เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและข้อสงสัยทั้งหมดอยู่ระหว่างการร้องขอให้ตรวจสอบ โดยยังต้องรอผลการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่และคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ