เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 13.00 น. ผู้ประกอบการธุรกิจน้ำดื่มชื่อดังในพื้นที่อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนิคมพัฒนา เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีอดีตกรรมการบริษัทและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ร้องกล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงและทุจริตภายในบริษัท จนสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท

ผู้ร้องเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอดีตกรรมการบริษัท ซึ่งนำผู้ให้กู้เงินชาวเมียนมาเข้ามาปล่อยเงินกู้ภายในบริษัท โดยการกู้เงินที่เป็นปัญหานั้น ผู้ร้องระบุว่าเป็นการกู้ยืมในนามส่วนตัวของอดีตกรรมการ มีการจัดทำหนังสือสัญญาเงินกู้ และมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงลายมือชื่อของผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในเอกสาร โดยบุคคลที่ถูกอ้างว่ามีลายมือชื่อปรากฏในสัญญาไม่ได้รับรู้หรือให้ความยินยอมในการทำธุรกรรมดังกล่าว
นอกจากนี้ ผู้ร้องยังกล่าวอ้างว่า อดีตกรรมการได้นำเงินของบริษัทไปใช้ชำระดอกเบี้ยจากเงินกู้ส่วนตัว โดยภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมีจำนวนเกือบวันละ 100,000 บาท ส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหายทางการเงินอย่างหนัก เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายไว้เกือบ 10 ล้านบาท จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เอกสารสัญญาเงินกู้ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย

ผู้ประกอบการรายดังกล่าวยังเปิดเผยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังความขัดแย้งว่า นายทุนเงินกู้ชาวเมียนมารายนี้มีพฤติการณ์ข่มขู่ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงกล่าวอ้างว่ามีการส่งบุคคลเข้ามากดดันพนักงานของบริษัท จนเกิดความหวาดกลัวและส่งผลกระทบต่อการทำงาน โดยผู้ร้องระบุว่า มีพนักงานลาออกไปแล้วกว่า 20 คน จากพนักงานทั้งหมดกว่า 30 คน
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกำลังคนและกระบวนการผลิตน้ำดื่มของบริษัทอย่างมาก เนื่องจากพนักงานบางส่วนไม่มั่นใจในความปลอดภัยและไม่ต้องการทำงานท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ข่มขู่และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกิจการ
ผู้ร้องยังกล่าวอ้างว่า นายทุนเงินกู้รายดังกล่าวเคยพูดในลักษณะว่าตนเองมีเส้นสาย มีตำรวจเป็นลูกน้อง และสนิทสนมกับตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 เป็นอย่างมาก โดยผู้ร้องมองว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการดำเนินการตามกฎหมาย จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฉ้อโกง การทุจริต การปลอมแปลงลายมือชื่อ การนำเงินบริษัทไปชำระหนี้ส่วนตัว ตลอดจนพฤติการณ์ข่มขู่และการอ้างความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะเอกสารสัญญาเงินกู้ หลักฐานการเบิกจ่ายเงิน รายการธุรกรรมทางการเงิน และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน
ผู้ประกอบการยืนยันว่าต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของบริษัทและผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบทุกประเด็นอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ประกอบการและพนักงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้องเรียน การดำเนินคดีและความรับผิดของบุคคลที่ถูกกล่าวหาจะต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม โดยยังไม่ถือว่าบุคคลใดมีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
เลือกประเภทคุกกี้ที่อนุญาตให้เว็บไซต์ใช้ได้ เปลี่ยนการตั้งค่าได้ทุกเมื่อจากลิงก์ "ตั้งค่าคุกกี้" ท้ายเว็บ