ด่วน! สธ.ยกระดับ 8 มาตรการรับมือน้ำท่วม เปิดพื้นที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ
ด่วน! สธ.ยกระดับ 8 มาตรการรับมือน้ำท่วม เปิดพื้นที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ
ข่าวสังคม - โซเชียล

ด่วน! สธ.ยกระดับ 8 มาตรการรับมือน้ำท่วม เปิดพื้นที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ

ฟังข่าวนี้

วันที่ 25 กันยายน 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และกำชับให้มีการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยง พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์วิกฤตอย่างใกล้ชิด

สำหรับแนวโน้มวันที่ 25 กันยายน พื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุด เนื่องจากมีปริมาณฝนสะสมสูงและหลายพื้นที่มีระดับน้ำสูงอยู่ก่อนแล้ว ส่วนช่วงวันที่ 26-27 กันยายน แนวฝนมีแนวโน้มขยับเข้าสู่ภาคกลางและภาคตะวันตก โดยพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และกำแพงเพชร พร้อมสั่งการให้จัดลำดับความสำคัญในการเฝ้าระวัง ทั้งชุมชนริมน้ำ กลุ่มเปราะบาง เส้นทางส่งต่อผู้ป่วย และสถานบริการสาธารณสุข รวมถึงแม้ฝนในบางพื้นที่จะลดลงแล้ว ก็ยังไม่ควรลดระดับการเฝ้าระวังเร็วเกินไป

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดมาตรการรับมือและเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนและอุทกภัย รวม 8 ข้อ ดังนี้

1. ทุกเขตสุขภาพและจังหวัดในพื้นที่เสี่ยง ให้ยกระดับการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง อย่างน้อยจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ภาคกลาง-ตะวันตก ภาคตะวันออก และพื้นที่ที่ระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น พร้อมให้เขตสุขภาพที่ 3, 4 และ 6 เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข หรือ EOC ระดับเขต เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

2. เขตสุขภาพที่ 3 และ 4 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี รังสิต และพื้นที่รับน้ำต่อเนื่อง ให้ติดตามระดับน้ำ จุดเสี่ยงในชุมชน สถานพยาบาล รวมถึงเส้นทาง EMS/Refer อย่างใกล้ชิด

3. เขตสุขภาพที่ 6 ให้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จันทบุรีและสระแก้ว ทั้งในชุมชน โรงพยาบาล และระบบ EMS เนื่องจากยังมีสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง และหลายจุดยังมีปริมาณฝนสะสมสูง

4. โรงพยาบาลทุกแห่งในพื้นที่เสี่ยง ให้เตรียมระบบสำคัญให้พร้อมรองรับสถานการณ์อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ได้แก่ ระบบไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เชื้อเพลิง น้ำสะอาด ออกซิเจน ยา เวชภัณฑ์ เลือด อาหาร ระบบ IT/Communication บุคลากร และเส้นทางส่งต่อสำรอง โดยให้คงการให้บริการอย่างต่อเนื่องเท่าที่ปลอดภัย พร้อมประเมินความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า น้ำรอบอาคาร ทางเข้าออก และเส้นทางรถพยาบาลซ้ำ หากพบแนวโน้มว่าจะกระทบต่อการให้บริการให้รายงานทันที

5. เร่งดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน และผู้ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง โดยให้ทบทวนบัญชีรายชื่อ พร้อมแผนการเข้าถึงและเคลื่อนย้ายล่วงหน้า

6. ในพื้นที่ที่มีศูนย์พักพิงหรือมีการอพยพประชาชน ให้ทีมสาธารณสุขเข้าประเมินสถานการณ์ทันที ครอบคลุมเรื่องน้ำสะอาด น้ำดื่ม อาหาร โรคติดต่อ ยาประจำตัว สุขภาพจิต และการดูแลกลุ่มเปราะบาง

7. ทุกจังหวัดต้องตรวจสอบและรายงานเส้นทาง EMS/Refer ที่ไม่สามารถสัญจรได้ หรือมีความเสี่ยงถูกตัด พร้อมกำหนดเส้นทางสำรอง จุดรับ–ส่งผู้ป่วย รถหรือเรือสนับสนุน และโรงพยาบาลปลายทางให้พร้อมก่อนเกิดเหตุจริง

8. ให้รายงานทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ น้ำเข้าพื้นที่โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า น้ำ หรือออกซิเจนขัดข้อง เส้นทาง EMS ถูกตัด ต้องอพยพหรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย หรือสถานบริการต้องหยุดให้บริการ โดยไม่ต้องรอรอบรายงานตามปกติ ส่วนกรณีที่ไม่มีเหตุฉุกเฉิน ให้สรุปสถานการณ์ตามรอบที่กำหนด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ