วันที่ 22 กันยายน 2569 ตำรวจสืบสวนนครบาลเข้าตรวจค้นโรงงานลักลอบผลิตยาแก้ไอปลอม 2 แห่ง ในพื้นที่ ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร หลังขยายผลจากการพบยาปลอมถูกนำไปจำหน่ายในหลายพื้นที่ โดยตรวจยึดแหล่งผสมตัวยา เครื่องจักร บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์จำนวนมาก เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 100 ล้านบาท พร้อมเร่งขยายผลติดตามผู้สั่งการและนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. สั่งการให้ พ.ต.อ.อรรชวศิษฏ์ ศรีบุณยมานนท์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.สส.3 บก.สส.บช.น. เข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยลักลอบผลิตยาแก้ไอปลอม จำนวน 2 จุด ในพื้นที่ ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
จุดแรกมีลักษณะเป็นโรงงานขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ภายในเป็นอาคารโรงงานชั้นเดียว เจ้าหน้าที่พบคนงานรวม 9 คน เป็นชายชาวเมียนมา 8 คน และชาวลาว 1 คน กำลังบรรจุยาลงในขวด จึงเข้าควบคุมพื้นที่และตรวจสอบ

จากการตรวจค้นพบเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงตัวยาที่บรรจุอยู่ภายในถังสีน้ำเงินมากกว่า 100 ถัง ตลอดจนฝาขวดและฉลากผลิตภัณฑ์ปลอมสำหรับติดข้างขวดจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง
ส่วนจุดที่ 2 อยู่ห่างจากจุดแรกประมาณ 16 กิโลเมตร เป็นโกดังสีดำชั้นเดียว ไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่กลางทุ่งนาเช่นเดียวกัน จากการตรวจสอบพบว่าโกดังแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับผสมตัวยาแก้ไอปลอม
ภายในพบหม้อต้มประมาณ 10 ใบ น้ำเชื่อม และถังบรรจุมากกว่า 200 ถัง ซึ่งคาดว่าสามารถนำไปบรรจุยาได้ประมาณ 1 แสนขวด โดยสถานที่ดังกล่าวมีลักษณะใช้สำหรับเตรียมและผสมวัตถุดิบก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการผลิต เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดอุปกรณ์และสิ่งของทั้งหมดไว้เป็นของกลาง
การเข้าจับกุมครั้งนี้เริ่มจากตำรวจชุดสืบสวนนครบาลได้รับแจ้งเบาะแส ก่อนลงพื้นที่ติดตามจนพบรถกระบะตู้ทึบสีขาวต้องสงสัย ซึ่งมีข้อมูลว่าถูกใช้ในการลักลอบขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ยาที่ถูกปลอมแปลง
ต่อมารถคันดังกล่าวเลี้ยวเข้าไปภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.นาโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร หลังรถจอด เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบคนขับและผู้ที่โดยสารมาด้วยทันที พบว่าเป็นชายชาวเมียนมา 2 คน อายุ 32 ปี และ 24 ปี
คนขับรถให้ข้อมูลอ้างว่า ได้รับการแนะนำจากเพื่อนให้มารับจ้างขับรถ โดยจะมีผู้นำรถมาส่งให้ในกรุงเทพมหานคร จากนั้นส่งพิกัดให้ขับรถมารับแกลลอนสินค้า ก่อนนำไปส่งต่อให้รถอีกคัน พร้อมยอมรับว่าเพิ่งทำเป็นครั้งแรก และได้รับค่าจ้างคนละ 500 บาท
อย่างไรก็ตาม ตำรวจชุดสืบสวนยังไม่ปักใจเชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว ก่อนเข้าตรวจค้นภายในโกดัง และพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตจำนวนมาก จึงขยายผลไปยังโกดังอีกแห่งในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 16 กิโลเมตร

ภายในโกดังอีกจุด เจ้าหน้าที่พบเครื่องจักรสำหรับผลิตยา รวมถึงน้ำยาที่ผสมเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างรอกรอกใส่ขวด ก่อนติดฉลากยาแก้ไอและยาแก้แพ้ ยี่ห้อ อลเลอร์จิ ไซรัป
จากการตรวจสอบพบว่า ทั้ง 2 จุดเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวกัน และมีรูปแบบการทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผสมตัวยา การผลิต การบรรจุ การปิดฉลาก ไปจนถึงขั้นตอนจัดส่งผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายทั่วประเทศ
พ.ต.อ.อรรชวศิษฏ์ ศรีบุณยมานนท์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. เปิดเผยว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากบริษัทผู้ผลิตยาแก้แพ้และยาแก้ไอประสานข้อมูลมายังตำรวจ หลังพบว่ามียาปลอมถูกลักลอบนำออกไปจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้

ตำรวจจึงติดตามเส้นทางของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว กระทั่งพบของกลางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนขยายผลต่อเนื่องจนสามารถติดตามมาถึงแหล่งผลิตใน จ.สมุทรสาคร
ทั้งนี้ บริษัทได้รับข้อมูลจากร้านขายยาว่ามีผลิตภัณฑ์ปลอมออกวางจำหน่ายในตลาด จึงตรวจสอบย้อนกลับผ่านระบบขนส่ง และนำข้อมูลประสานมายังตำรวจ ก่อนเจ้าหน้าที่จะสืบสวนจนพบสถานที่ผลิต โดยคาดว่าขบวนการดังกล่าวลักลอบดำเนินการมาแล้วประมาณ 1–2 ปี
สำหรับวิธีสังเกตเบื้องต้น พบว่ายาปลอมมีความพยายามทำให้มีลักษณะใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ของจริง ทั้งรสชาติ ฉลาก และฝาขวด แต่ยังสามารถพบจุดแตกต่างได้ โดยเฉพาะสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะมีสีแตกต่างจากของจริง
ด้าน น.ส.เกศรินทร์ สุขสวาท ตัวแทนหุ้นส่วนบริษัทเอ็นแอนด์เอ๋นฟาร์มาชูติคอล จำกัด เปิดเผยว่า นอกจากการตรวจค้นโรงงานทั้ง 2 จุดแล้ว ตำรวจยังขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งย่านบางขุนเทียน
จากการตรวจสอบพบยาแก้ไอปลอมถูกซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ และเตรียมขนส่งไปให้ลูกค้าประมาณ 4 หมื่นขวด โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เข้าร่วมตรวจสอบและอายัดของกลางไว้
เบื้องต้นประเมินว่ามูลค่าความเสียหายจากขบวนการดังกล่าวอาจสูงถึง 100 ล้านบาท ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ให้เช่าพื้นที่โกดัง ผู้สั่งการ รวมถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการดังกล่าว