วันที่ 5 กันยายน 2569 น.ส.สุกานดา เจ้าของร้านชานมแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เปิดเผยกรณีตรวจพบพนักงานภายในร้านมีพฤติกรรมทุจริตต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทั้งรับเงินจากลูกค้าแต่ไม่นำเข้าระบบ นำเงินใส่กระเป๋าส่วนตัว และเปลี่ยนบัญชีรับโอนเป็นบัญชีของตนเอง จนส่งผลให้กิจการขาดทุนและต้องปิดร้าน เบื้องต้นประเมินความเสียหายเกือบ 100,000 บาท
น.ส.สุกานดา ระบุว่า ทางร้านเริ่มตรวจพบความผิดปกติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและหลักฐานทางการเงินย้อนหลัง จนพบรายการที่น่าสงสัยเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก โดยพบว่าพนักงานรายดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต และบางรายการยังมีแฟนของพนักงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ก่อนหน้านี้เจ้าของร้านเริ่มสงสัยจากยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบและสินค้ายังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดิม ทำให้ในช่วงแรกเข้าใจว่ากิจการกำลังประสบภาวะขาดทุน และถึงขั้นเตรียมตัดสินใจเซ้งร้าน เนื่องจากมองว่าธุรกิจไม่สามารถสร้างกำไรได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มตรวจสอบรายละเอียดภายในร้านอย่างจริงจัง กลับพบพฤติกรรมผิดปกติของพนักงาน โดยมีทั้งการรับเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำยอดเข้าระบบ ไม่นำเงินเก็บไว้ในลิ้นชักของร้าน แต่กลับนำเงินใส่กระเป๋าส่วนตัว รวมถึงมีพฤติกรรมหยิบเงินออกจากลิ้นชักในช่วงเย็น ทำให้เจ้าของร้านตัดสินใจตรวจสอบกล้องวงจรปิดและข้อมูลทางการเงินย้อนหลังอย่างละเอียด
เจ้าของร้านเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุพนักงานคนดังกล่าวมีบุคลิกเรียบร้อย พูดจาดี และทำงานตามปกติ จึงได้รับความไว้วางใจจากทางร้าน อีกทั้งที่ผ่านมาเจ้าของร้านยังเคยให้ความช่วยเหลือพนักงานในหลายเรื่อง แต่เมื่อพบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและข้อมูลการรับเงิน จึงรู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างมาก
จากการตรวจสอบย้อนหลังยังพบรายการที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของพนักงาน ซึ่งมีลักษณะเกี่ยวข้องกับการรับชำระเงินจากลูกค้า นอกจากนี้ ยังพบกรณีการจัดส่งสินค้าและบริการส่งน้ำที่มีการเปลี่ยนบัญชีสำหรับรับโอนเงิน จากเดิมที่ควรเป็นบัญชีของร้านไปเป็นบัญชีส่วนตัวของพนักงาน เจ้าของร้านจึงรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อตรวจสอบจำนวนเงินที่สูญหายอย่างละเอียด
ทั้งนี้ เชื่อว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องมาประมาณ 1 ปี ทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุยอดความเสียหายที่แน่นอนได้ เนื่องจากทุกครั้งที่ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังยังพบรายการผิดปกติเพิ่มขึ้น เบื้องต้นประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่เกือบ 100,000 บาท และอาจเพิ่มสูงกว่านี้หากตรวจสอบหลักฐานครบทั้งหมด
น.ส.สุกานดา ระบุด้วยว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดไม่ใช่เพียงเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของความไว้ใจ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยคิดว่าคนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน และเคยได้รับความช่วยเหลือจากทางร้านมาโดยตลอด จะกลายเป็นคนที่ทำให้กิจการได้รับความเสียหาย จนก่อนหน้านี้เจ้าของร้านเข้าใจว่าธุรกิจกำลังขาดทุน ทั้งที่ภายหลังพบว่าเงินบางส่วนอาจไม่ได้เข้าร้านตั้งแต่แรก
หลังตรวจพบเหตุการณ์ ทางร้านพยายามพูดคุยกับพนักงานและมีการนัดหมายเพื่อไกล่เกลี่ย โดยพนักงานเคยเสนอแนวทางในการชดใช้เงินคืน แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากยังสรุปยอดความเสียหายที่แท้จริงไม่ได้
ขณะเดียวกัน พนักงานรายดังกล่าวอ้างว่า มีการหยิบเงินจากร้านเพียงวันละประมาณ 50 บาท หรือบางวันประมาณ 100 บาทเท่านั้น แต่จากหลักฐานที่เจ้าของร้านตรวจสอบได้ในเบื้องต้น เชื่อว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมีจำนวนมากกว่าที่พนักงานกล่าวอ้าง
ล่าสุด เจ้าของร้านได้นัดหมายพนักงานคู่กรณีให้มาไกล่เกลี่ยกันอีกครั้ง แต่พนักงานไม่ได้มาตามนัด จึงเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนครราชสีมา ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายกับพนักงานรายดังกล่าว พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนที่สามารถตรวจสอบได้ แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถเรียกเงินกลับคืนมาได้ครบทั้งหมดหรือไม่
เจ้าของร้านมองว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องให้กระบวนการทางกฎหมายเข้ามาดำเนินการ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมถึงตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
พร้อมฝากเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ถึงผู้ประกอบการว่า การทำธุรกิจไม่ควรอาศัยเพียงความไว้ใจ แม้พนักงานจะมีบุคลิกดี เรียบร้อย หรือทำงานเป็นปกติ เจ้าของกิจการก็ควรมีระบบตรวจสอบยอดขาย รายรับ เงินโอน และสต็อกสินค้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะความผิดปกติที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน หากปล่อยไว้นานเป็นปีอาจสะสมจนกลายเป็นความเสียหายจำนวนมากได้ เช่นเดียวกับกรณีร้านชานมของตนที่เคยเปิดกิจการตามปกติ แต่สุดท้ายต้องปิดร้านหลังเผชิญปัญหาขาดทุน ก่อนจะตรวจพบความผิดปกติย้อนหลัง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อธุรกิจและความรู้สึกอย่างรุนแรง