วันที่ 28 สิงหาคม 2569 โรงพยาบาลตากรุงเทพ (EYE BANGKOK HOSPITAL) จัดงานฉลองความสำเร็จ หลังให้บริการด้วยเทคโนโลยี PRESBYOND 2.0 ครบกว่า 1,000 ดวงตา ตอกย้ำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ในการดูแลผู้ที่มีปัญหาสายตายาวตามวัย พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้านการแก้ไขค่าสายตาอย่างต่อเนื่อง

หมอคริส กล่าวว่า เทรนด์ด้านสุขภาพในปัจจุบันมุ่งไปสู่การมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้คนก็ต้องการมีสุขภาพที่ดีควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ปัญหาหนึ่งที่พบได้ในชีวิตประจำวันคือการใช้สายตา เนื่องจากต้องใช้งานสายตาอยู่เป็นประจำ ประกอบกับสภาพแวดล้อมและการขาดความรู้ในการดูแลสายตาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในยุคสมาร์ทโฟนที่ผู้คนต้องใช้สายตาในปริมาณมาก จนอาจทำให้เกิดอาการล้าของดวงตาและการมองเห็นที่ไม่ทนทานเท่าที่ควร
สำหรับสัญญาณของภาวะสายตายาวตามวัยที่ควรเข้าปรึกษาแพทย์ หมอคริส ระบุว่า หากเริ่มมีอาการมองระยะใกล้ไม่ชัด ต้องขยับสิ่งของออกห่างเพื่อให้มองเห็น รวมถึงมีอาการตาล้า เมื่อยตา หรือตาแห้ง ล้วนเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการตรวจประเมิน
ส่วนแนวทางการรักษานั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งการผ่าตัดและการไม่ผ่าตัด เช่น การสวมแว่นตาหรือการใช้คอนแท็กเลนส์ โดยวิธีการรักษาจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละบุคคล เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีปัญหาด้านสายตาและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องเลือกแนวทางที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
ด้านหมอเปา กล่าวว่า ในทางการแพทย์มีแนวทางการดูแลรักษาผู้ที่มีปัญหาสายตาทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด โดยการทำเลสิกเป็นวิธีที่มีการใช้งานมาอย่างยาวนาน ทั้งปัญหาสายตายาวและสายตาสั้น หรือการมองในระยะใกล้และไกล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นประเด็นสำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองเห็น คือการแก้ไขสายตาในระยะกลาง

หมอเปา อธิบายว่า PRESBYOND 2.0 เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาปัญหาสายตาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเป็นการยิงเลเซอร์เพื่อแก้ไขสายตาที่ใช้เวลาไม่นาน เพียงนับ 1-7 ก็เสร็จสิ้นกระบวนการ ซึ่งช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษารู้สึกปลอดภัยและลดความกังวลระหว่างการรักษาได้มากขึ้น
นอกจากนี้ หมอเปา ระบุว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีจากหลายค่าย แต่ตัวที่ได้รับการยอมรับที่สุดคือ PRESBYOND 2.0
ขณะที่หมอคริส กล่าวว่า ผู้ที่ควรเข้ารับการรักษาต้องเริ่มจากการประเมินก่อนว่าปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นคืออะไร รวมถึงพิจารณารูปแบบการใช้ชีวิตและลักษณะการมองเห็นที่ต้องการ เพราะวิธีการรักษาแต่ละแบบเหมาะกับผู้ป่วยไม่เหมือนกัน เช่น ผู้ที่มีปัญหาต้อกระจกและมีอายุมาก อาจไม่เหมาะกับการทำเลสิก แต่เหมาะกับการผ่าตัดต้อกระจกมากกว่า
ด้านหมอเปา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาหลากหลายร่วมกัน ทั้งสายตายาว สายตาสั้น และสายตาเอียง วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ PRESBYOND 2.0
สำหรับข้อจำกัดของ PRESBYOND 2.0 หมอเปา ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุประมาณ 40-60 ปี ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเริ่มมีภาวะต้อกระจกและอาจต้องเข้าสู่กระบวนการผ่าตัด จึงแนะนำให้เข้ารับการประเมินและตรวจสายตาก่อน เพื่อพิจารณาว่าเหมาะกับการรักษาด้วยวิธีใด
สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับการรักษาด้วย PRESBYOND 2.0 หรือเข้าตรวจประเมินเพื่อทำเลสิก ผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ควรพักการใส่คอนแท็กเลนส์ล่วงหน้า ส่วนหลังการรักษาใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 วัน ก่อนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้
ด้านคุณนก ยลดา เปิดเผยประสบการณ์ว่า ก่อนเข้ารับการรักษา ทีมงานแนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วยเพื่อความปลอดภัยภายหลังการทำ แต่หลังจากเข้ารับการรักษาแล้วกลับไม่พบความผิดปกติหรือผลข้างเคียงใด ๆ โดยเหตุผลที่ตัดสินใจเข้ารับการรักษา เนื่องจากต้องการความสวยงามและไม่ต้องการสวมแว่นตา เพราะไม่ชอบการต้องหยิบแว่นขึ้นมาใส่ระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เมื่อได้รู้จัก PRESBYOND 2.0 ที่โรงพยาบาลตากรุงเทพ จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาทันที
คุณนก กล่าวว่า หลังเข้ารับการรักษา เมื่อตื่นนอนในตอนเช้ารู้สึกว่าดวงตาใสและไม่มีขี้ตาเลย

ขณะที่คุณเท่ห์ อุเทน เปิดเผยว่า ในวันที่เข้ารับการรักษาได้เดินทางมาพร้อมกับคุณชมพู โดยวันที่มานั้นตั้งใจชวนพี่ชมพูไปตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟ และหลังจากออกจากห้องเลเซอร์ คุณชมพูได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูทันที เมื่อสามารถอ่านตัวหนังสือขนาดเล็กที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถอ่านได้โดยไม่ต้องใส่แว่น จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาทันทีในตอนนั้น
สำหรับคุณเท่ห์ กล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า การรักษาทางการแพทย์อาจทำให้หลายคนรู้สึกเครียดหรือตื่นเต้น โดยย้อนเล่าว่า ตอนที่ตนเองไปทำหมันก็รู้สึกกลัวและตื่นเต้นมาก แต่สำหรับการทำเลเซอร์ในครั้งนี้กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือกลัวเลย และหลังการรักษาก็ไม่มีอาการเจ็บหรือแสบตาแต่อย่างใด
ด้านคุณชมพู ฟรุตตี้ เปิดเผยว่า ตนเองมีปัญหาสายตายาวตามวัย โดยค่าสายตาอยู่ที่ประมาณ 150 จนถึง 250 อีกทั้งยังมีปัญหาสายตาสองข้างไม่เท่ากัน ทำให้สายตาซ้ายและขวาดึงกันและมองเห็นไม่บาลานซ์กัน หลังเข้ารับการรักษา เมื่อออกจากห้องเลเซอร์รู้สึกว่าความฟุ้งที่เคยมีหายไป และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นทั้งในระยะใกล้และระยะไกล
คุณชมพู กล่าวว่า ในเวลากลางคืนสามารถขับรถได้โดยไม่รู้สึกฟุ้ง และสามารถกะระยะได้ดีขึ้น พร้อมเล่าติดตลกว่า วันนี้ตั้งใจนำยาพารามาคืนด้วย เพราะไม่ได้ใช้เลย เนื่องจากหลังการรักษาไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดแต่อย่างใด โดยให้คะแนนคุณภาพของการรักษา 100%