ผู้ประกอบการดูดส้วมโวย ถูกปลัดอำเภอข่มขู่หลังโทรขอชะลอการแจ้งความกับบุคคลที่ลักลอบนำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งพื้นที่ไม่สำเร็จ พบผู้ใหญ่บ้านชี้เป้าทิ้งมีเอี่ยวด้วย
ผู้ประกอบการดูดส้วมโวย ถูกปลัดอำเภอข่มขู่หลังโทรขอชะลอการแจ้งความกับบุคคลที่ลักลอบนำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งพื้นที่ไม่สำเร็จ พบผู้ใหญ่บ้านชี้เป้าทิ้งมีเอี่ยวด้วย
ข่าวสังคม - โซเชียล

ผู้ประกอบการดูดส้วมโวย ถูกปลัดอำเภอข่มขู่หลังโทรขอชะลอการแจ้งความกับบุคคลที่ลักลอบนำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งพื้นที่ไม่สำเร็จ พบผู้ใหญ่บ้านชี้เป้าทิ้งมีเอี่ยวด้วย

ฟังข่าวนี้

ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนายสุวดลย์ มอญขาม ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบ้านสาและเป็นผู้ประกอบการรับขนย้ายกำจัดสิ่งปฏิกูล ว่าถูกปลัดอำเภอข่มขู่ไม่ให้แจ้งความฯ กับผู้ที่นำสิ่งปฏิกูลมาทิ้งในพื้นที่ของตนเอง ภายหลังมีคำสั่งให้ปิดบ่อไปแล้วตามคำสั่งของเทศบาลตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 31 มี.ค.69 นายสุวดลย์ เล่าที่มาของปัญหาให้ฟังว่า ตนเป็นผู้ประกอบการรับขนทิ้งกำจัดสิ่งปฏิกูล ในพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม ซึ่งตนเองใช้พื้นที่ของตนเองซึ่งซื้อต่อจากชาวบ้าน ตั้งแต่ปี 2552-2553 และได้ครอบครองทำกิน หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า สทก. เหมือนชาวบ้านในละแวกเดียวกันเรื่อยมา กระทั่งปี 2560 มีชาวบ้านไปร้องเรียนว่ามีการลักลอบทิ้งสิ่งปฏิกูลในพื้นที่ของตนเอง ตนเองจึงขอให้ทางเทศบาลตำบลบ้านสา และ เทศบาลตำบลแจ้ห่ม รวมถึงผู้นำในพื้นที่เข้าตรวจสอบ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวสามารถทิ้งสิ่งปฏิกูลได้และขอให้ตนเองขุดขยายบ่อเพื่อไม่ให้สิ่งปฏิกูลไหลออกนอกพื้นที่ จากนั้นตนจึงเปิดเป็นบ่อทิ้งสิ่งปฏิกูลเรื่อยมา จนกระทั่ง ปี 2568 หมู่บ้านได้เปลี่ยนผู้ใหญ่บ้านใหม่ มีการร้องเรียนขอให้ปิดบ่อ ทำให้เทศบาลตำบลบ้านสามีคำสั่งปิดบ่อของตนเอง ซึ่งตนเองก็ยินยอมให้ปิด ในช่วงแรกยังให้บริการเหมือนเดิมแต่นำสิ่งปฏิกูลไปกำจัดนอกพื้นที่แต่ต่อมานอกพื้นที่เต็มตนเองจึงหยุดให้บริการจนชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเพราะส้วมเต็ม และไม่มีพื้นที่ให้ทิ้ง

ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2569 ตนเองทราบว่ามีผู้บุกรุกและลักลอบนำสิ่งปฏิกูลเข้าไปทิ้งในบ่อของตนเองที่ปิดไปแล้ว จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ที่ สภ.แจ้ห่ม ขณะที่ เทศบาลตำบลบ้านสาติดตามตัวผู้ที่นำสิ่งปฏิกูลไปลักลอบทิ้ง ซึ่งคือนายณัฐวุฒิ ชาวบ้านในพื้นที่อำภอห้างฉัตร และได้สั่งปรับไปด้วยแล้ว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ซึ่งระบุว่าหลังสั่งปิดทาง อบต.แจ้ห่ม และหน่วยงานได้เข้ามาทำประชาคมหมู่บ้าน เพื่อจอเปิดบ่อชั่วคราว ซึ่งตนเองก็เข้าใจว่านายกฯทั้ง2แห่งได้พุดคุยกันแล้ว จึง ประสานผู้ประกอบการภายนอกเข้ามาดูดส้วมชาวบ้านที่มีปัญหารวม 46 หลัง และให้ไปทิ้งในบ่อที่เดิมที่สั่งปิด จนถูกฟ้อง ซึ่งตนเองมองว่าเรื่องนี้หน่วยงานควรรับผิดชอบไม่ใช่เกิดปัญหาแล้วจะโยนความผิดทั้งหมดมาให้ตนเอง

หลังจากนั้น ปลัดอำเภอ ซึ่งอ้างชื่อว่า ป.หนุ่ม ได้โทรศัพท์มาหาตนเอง พร้อมกับเปิดคลิปเสียงที่ได้สนทนากับปลัดท่านหนึ่ง ให้ฟัง ซึ่งในคลิปเสียงการสนทนา ป.หนุ่มได้พูดถึงปัญหาที่ในพื้นที่ไม่มีที่ทิ้งสิ่งปฏิกูล จากสาเหตุที่ ที่ทิ้งเดิมซึ่งเป็นพื้นที่ของนายสุวดลย์ ถูกสั่งปิด เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านและประกอบกับมีการเปลี่ยนผู้นำหมู่บ้านใหม่ จนทำให้ในพื้นที่ไม่มีที่ทิ้งและชาวบ้านเดือดร้อนกันมาเพราะส้วมเต็ม ซึ่ง ป.หนุ่ม รับปากว่าจะไปพูดคุยเจรจาเพื่อให้มีการเปิดบ่อเดิม   แต่ขอให้ชะลอการแจ้งความไว้ก่อน พร้อมถามว่า หลังผู้ใหญ่บ้านคนใหม่เข้ารับตำแหน่งได้ไปแนะนำตัวหรือแนะนำธุรกิจกับผู้ใหญ่หรือไม่ ซึ่งนายสุวดลย์บอกว่าตนเองประกอบธุรกิจคงไม่ต้องไปแนะนำตัวกับทุกคน แต่เมื่อมีปัญหาก็เคยโทรพูดคุยเจรจาและบอกถึงปัญหาที่จะตาให้ฟังแล้วแต่ผู้ใหญ่บ้านไม่รับฟัง

ต่อมาทางพนักงานสอบสวน สภ.แจ้ห่ม พ.ต.ท.สิงห์คาล ทะนันชัย ได้รับเป็นคดีกับผู้ที่ลักลอบนำสิ่งปฏิกูลมาทิ้ง และจากการสอบสวนจึงทำให้ทราบว้าผู้ที่ชี้เป้าให้ผู้ประกอบการนอกพื้นที่เข้าไปสูบส้วมและชี้ให้นำไปทิ้งในที่ของนายสุวดลย์ คือผู้ใหญ่บ้าน พนักงานสอบสวนจึงได้เรียกตัวมาสอบปากคำและเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้นำคู่กรณีคือฝ่ายผู้เสียหายคือนายสุวดลย์ และผู้ใหญ่บ้าน มาไกล่เกลี่ย ที่ สภ.แจ้ห่ม แต่ปรากฏว่า ผู้ใหญ่บ้านได้มาพร้อมกับ ปลัดอำเภอ ซึ่งอ้างว่าเป้นตัวแทนนายอำเภอพร้อมทีมงานรวม 4 คนเข้ามาพูดคุยกับนายสุวดลย์ ซึ่งทพให้นายสุวดลย์ต้องบันทึกเสียงการพูดคุยไว้ เนื่องจากตอนแรกตนเองคิดว่าจะมาไกล่เกลี่ย หรือขอให้ตนเองถอนแจ้งความ แต่กลับมาข่มขู่อ้างข้อกฎหมายว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ในพื้นที่ไม่สามารถแจ้งบุกรุกได้และขู่จะยึดพื้นที่คืน หากยังไม่ยอมและบังคับให้ตนเองไปหาเอกสารการครอบครองสิทธิมาแสดง หากไม่นำมาก็แจ้งความไม่ได้ ซึ่งตนเองข้องใจว่าเมื่อมีผู้กระทำความผิดทำไมภาครัฐถึงไม่ลงโทษหรือดำเนินคดีเพื่อไม่ให้เป้นเยี่ยงอย่าง แต่กลับจึงเข้าข้าง เพียงเพราะเห็นว่าผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจะถูกดำเนินคดี และยังมาก้าวก่ายการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวน รวมถึงยังได้ถามตนเองว่าหากจะปรับเงินคนที่เอาสิ่งปฏิกูลไปทิ้งซึ่งตนเองจะเอาเงินไปทำอะไรจะขอบันทึกไว้ด้วย ซึ่งตนเองมองว่าไม่ใช่หน้าที่ของทางอำเภอหรือฝ่ายปกครองที่จะเข้ามาก้าวก่ายเรื่องพิพาทระหว่างประชาชนด้วยกัน หลังเสร็จการพูดคุยตนจึงขอให้พนักงานสอบสวนเดินหน้าด้านคดีต่อไปและสิ่งที่ตนเองอยากบอกปลัดหนุ่ม คือ “คุณรู้มั้ยกฎหมายเขาเอามาใช้กับอะไร  เขาเอามาบังคับใช้กับคนผิด ไม่ใช่เอามาปิดปากคนถูก หรือทำเพื่อพวกพ้อง คุณเรียนกฎหมายมา ไปศึกษาใหม่นะว่ามาใช้เพื่ออะไร และ หน้าที่ของปลัดอำเภอ คืออะไร ไม่ใช่มาตัดสินว่าใครถูกใครผิด มันเป็นหน้าที่ของตำรวจ เพื่อบังคับใช้กฎหมาย แล้วถ้ามันยังไม่ได้ข้อสรุปเขาก็ให้ศาล เป็นคนตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด”  ผู้สื่อข่าวได้โทรสอบถามไปยัง พ.ต.ท.สิงห์คาล ทะนันชัย เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ได้รับคำตอบว่าในวันดังกล่าวตนเองในฐานะเจ้าของคดีได้เชิญทั้งวองฝ่ายมาพูดคุยเจรจากัน ก็ไม่คิดว่าจะมีคนอื่นมาด้วย เมื่อมาแล้วและมีการขอพุดคุยเจรจากัน ตนเองก็เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุย แต่เมื่อคุยกันแล้วตกลงกันไม่ได้ตนเองก็จะเดินหน้าที่ทางคดีต่อไป

ขณะที่ปัญหาพื้นที่ทิ้งสิ่งปฏิกูลในอำเภอแจ้ห่ม ยังไม่สามารถแก้ไขได้เบ็ดเสร็จ โดยเบื้องต้นมีผู้ประกอบการภายนอกพื้นที่เข้ามาให้บริการ ส่วนผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องนำไปทิ้งนอกพื้นที่ จะมีเพียงบางพื้นที่ ที่หาที่ดินทิ้งแบบชั่วคราวไว้รองรับ แต่ก็มีเงื่อนไขคือทิ้งได้เฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น หมุนเวียนไปทิ้งตามที่ของชาวบ้านในหมู่บ้านที่รกร้างว่างเปล่าและอยู่ไกลชุมชน ซึ่งในอนาคตหากไม่มีการแก้ไขปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จเกรงว่าจะเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงโรคระบาดตามมาได้เช่นกัน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ