วันที่ 5 สิงหาคม 2569 นักธรณีวิทยาจากสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 ขอนแก่น พร้อมด้วยนายอำเภอภูผาม่าน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยม่วง ลงพื้นที่ตรวจสอบหลุมยุบ 7 หลุม ภายในบ้านวังเจริญ หมู่ 2 ตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น หลังพบแต่ละหลุมมีความลึกเฉลี่ยประมาณ 4-5 เมตร
นางอรอุมา สุ่มมาตย์ อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าหลุมยุบแต่ละแห่งมีลักษณะการทรุดตัวของชั้นดินเป็นรูปทรงกลม หลังดินยุบตัวจะเกิดโพลงอยู่ด้านล่าง แต่โพลงดังกล่าวไม่มีการขยายตัวเพิ่มเติม จึงสามารถแก้ไขปัญหาในระยะสั้นได้ด้วยการนำดินมาฝังกลบ

สำหรับสาเหตุของการเกิดหลุมยุบ มาจากแผ่นหินที่อยู่ในชั้นดินซึ่งมีอายุหลายล้านปี เมื่อเกิดการเคลื่อนตัวหรือการชนกันของเปลือกโลก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใดของโลก ก็จะส่งผลให้จุดอื่นของเปลือกโลกเกิดการขยับตาม ทำให้เกิดรอยแตกร้าวเพิ่มเติมจากเดิม ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของเปลือกโลก โดยพื้นที่ภาคอีสานมีแนวรอยแตกของชั้นหินอยู่แล้ว เนื่องจากหลายพื้นที่รองรับด้วยชั้นหิน จึงอาจเกิดหลุมยุบลักษณะเดียวกับที่พบในอำเภอภูผาม่าน และไม่สามารถระบุได้ว่าแผ่นหินจะหมดอายุลงเมื่อใด
ทั้งนี้ ชาวบ้านสามารถสังเกตสัญญาณเบื้องต้นได้จากการเกิดฟองน้ำหรือฟองอากาศที่ผุดขึ้นจากใต้ดิน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าด้านล่างอาจมีโพลง เมื่อดินทรุดตัวลงก็จะปิดช่องอากาศดังกล่าว โดยการนำดินมาถมหลุมสามารถดำเนินการได้ทันที

ด้านนางระนอง เขพวง ชาวบ้านบ้านนาเจริญ หมู่ 2 เปิดเผยว่า ตนมีพื้นที่นากว่า 4 ไร่ และอยู่ระหว่างการปักดำกล้า เมื่อสังเกตเห็นลักษณะฟองอากาศผุดขึ้นจากพื้นดิน จึงรีบถอยออกจากบริเวณดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุของหลุมยุบอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับสัมปทานเหมืองหินในพื้นที่ใกล้เคียง
ขณะที่ นายขจรเกียรติ รักพาณิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เตรียมประกาศให้พื้นที่บ้านวังเจริญ ตำบลห้วยม่วง เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ หลังเกิดหลุมยุบหลายจุด และยังพบพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม
ด้านนักธรณีวิทยาระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่เกิดหลุมยุบซ้ำซาก ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หินปูนที่มีอายุมากกว่า 200 ปี ประกอบกับปัจจัยแวดล้อมจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายปกครองอำเภอภูผาม่านจะรายงานผลการสำรวจต่อจังหวัดภายในวันนี้ เพื่อประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ กำหนดเขตพื้นที่เสี่ยงอันตราย และหาแนวทางเยียวยาชาวบ้านตามกฎหมายต่อไป