ยอดติดเชื้อพุ่ง! กรมควบคุมโรค ประกาศ ฝีดาษลิง ล่าสุดเสียชีวิตเเล้ว 2 ราย
ยอดติดเชื้อพุ่ง! กรมควบคุมโรค ประกาศ ฝีดาษลิง ล่าสุดเสียชีวิตเเล้ว 2 ราย
ข่าวสังคม - โซเชียล

ยอดติดเชื้อพุ่ง! กรมควบคุมโรค ประกาศ ฝีดาษลิง ล่าสุดเสียชีวิตเเล้ว 2 ราย

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคฝีดาษวานร (Mpox) ในประเทศไทยว่า โรคดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของกรมควบคุมโรค โดยตลอดทั้งปีพบผู้ป่วยประปรายอย่างต่อเนื่อง และตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นมา มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น

นพ.มณเฑียร ระบุว่า จากข้อมูลของโปรแกรมเฝ้าระวังเหตุการณ์โรคและภัยสุขภาพ (M-EBS) ของกรมควบคุมโรค ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 18 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรสะสมจำนวน 139 ราย และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งทั้งสองรายเป็นผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ร่วมด้วย

สำหรับลักษณะของผู้ป่วย พบว่าเป็นเพศชาย 135 ราย และเพศหญิง 4 ราย มีอายุเฉลี่ย 36 ปี โดยมีช่วงอายุตั้งแต่ 18 - 75 ปี ขณะที่ด้านสัญชาติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยจำนวน 123 ราย คิดเป็นร้อยละ 88.49 รองลงมาเป็นชาวเมียนมา 9 ราย และสัญชาติอื่นอีก 7 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงเมืองขนาดใหญ่และจังหวัดท่องเที่ยว

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้ภาพรวมของสถานการณ์โรคในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ แต่ประชาชนยังควรป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง พร้อมทั้งควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษา หากมีอาการต้องสงสัย เพื่อช่วยลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อและลดความรุนแรงของโรค

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย พบว่าส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์และการสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลในกลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ ในปี 2569 ยังพบผู้ติดเชื้อฝีดาษวานรสายพันธุ์ Clade Ib จำนวน 88 ราย จากผู้ป่วยทั้งหมด 139 ราย สะท้อนให้เห็นว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีแนวโน้มแพร่กระจายเพิ่มขึ้น จนมีสัดส่วนสูงกว่าสายพันธุ์ Clade II

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรจำนวน 76 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 54.68 เป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเข้าถึงระบบการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนจากโรค

ในปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยตรวจพบผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษวานร (Mpox) สายพันธุ์ Clade Ib เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว ส่งผลให้กรมควบคุมโรคยังคงเดินหน้าเฝ้าระวังเชิงรุกและเร่งสอบสวนโรคในกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์ Clade Ib เป็นสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด หลังพบการแพร่ระบาดในหลายประเทศทั่วโลก

ด้านแนวทางการรักษา กรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรส่วนใหญ่สามารถรักษาตามอาการและแยกกักตัวที่บ้านได้จนหายเป็นปกติ ขณะที่ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้ พร้อมแนะนำให้แยกตัวเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน หรือจนกว่าผื่นและตุ่มจะตกสะเก็ด หลุดลอกหมด และผิวหนังกลับคืนสู่สภาพปกติ เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

ด้าน นพ.ดิเรก กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคฝีดาษวานรสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสผื่น ตุ่มหนอง สารคัดหลั่ง หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และผู้ป่วยโรคเลือด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและอาจมีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยติดเชื้อ รวมถึงหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่รู้จัก และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น มีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามร่างกาย หรือมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปาก หากมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยัน รวมถึงเป็นผู้ดูแลผู้ป่วย ควรเฝ้าสังเกตอาการของตนเองอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หากภายใน 21 วันหลังสัมผัสผู้ป่วย พบอาการผิดปกติ เช่น มีผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มหนองบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก มือ เท้า หน้าอก ใบหน้า หรือช่องปาก ร่วมกับมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ คัดจมูก หรือไอ ควรรีบเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาล พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสหรือปัจจัยเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็ว

กรมควบคุมโรคย้ำว่า แม้สถานการณ์โรคฝีดาษวานรในประเทศไทยยังอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด พร้อมหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง สังเกตอาการของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และหากสงสัยว่าติดเชื้อหรือมีประวัติเสี่ยง ควรรีบเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว เพื่อช่วยลดโอกาสการแพร่กระจายของโรคและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ