วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดจันทบุรี สนธิกำลังหลายหน่วยงาน เข้าตรวจค้นบ้านและโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่อำเภอสอยดาว หลังสืบสวนพบการไลฟ์สดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมผ่านแพลตฟอร์ม TikTok โดยสงสัยว่าผลิตภัณฑ์บางส่วนไม่ผ่านพิธีการตามกฎหมาย ไม่มีเลขจดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมีการใช้แรงงานต่างด้าวในการดำเนินงาน
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากที่ทำการปกครองจังหวัดจันทบุรีได้รับการประสานข้อมูลจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดจันทบุรี (กอ.รมน.จังหวัดจันทบุรี) ว่ามีกลุ่มบุคคลใช้สื่อสังคมออนไลน์ไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าผ่านบัญชี TikTok โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์บำรุงเส้นผม ประเภทครีมยืดผม เคราตินเหลว แบรนด์ดังรวมถึงผลิตภัณฑ์บรรจุขวดแบ่งชนิดใส

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นในระบบสารสนเทศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พบว่าผลิตภัณฑ์บางรายการไม่ปรากฏเลขทะเบียนจดแจ้ง หรือมีการแสดงฉลากภาษาไทยไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้ดำเนินการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนขออำนาจศาลออกหมายค้น
ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบ โดยมีนายรภัทร กิจกาญจน์ ป้องกันจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดจันทบุรี เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดจันทบุรี ศุลกากรจังหวัดจันทบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี ตำรวจ สภ.สะตอน ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11 ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 ฝ่ายปกครองอำเภอสอยดาว และเจ้าหน้าที่กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (CIB) เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 315 หมู่ 1 ตำบลสะตอน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งใช้เป็นร้านทำผมและสถานที่ไลฟ์สดจำหน่ายสินค้า

จากการสืบสวนพบว่า สถานที่ดังกล่าวมีการไลฟ์สดขายสินค้าเกือบทุกวันในช่วงเวลา 10.00 - 12.00 น. โดยมีแรงงานต่างด้าวทำหน้าที่จัดเตรียมและแพ็กสินค้า อีกทั้งก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรีเคยจับกุมแรงงานชาวกัมพูชา 2 รายที่ทำงานในสถานที่แห่งนี้ และผลักดันกลับประเทศแล้ว แต่จากการสืบสวนพบว่าบุคคลเดิมได้กลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง
ระหว่างการตรวจค้น มีชายอายุ 29 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของกิจการ ทราบชื่อต่อมา อักษรย่อ มอม้า ให้การว่า สินค้าทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการบำรุงเส้นผม รวมถึงอุปกรณ์เสริมสวย เช่น เครื่องหนีบผมและไดร์เป่าผม มีมูลค่ารวมประมาณ 5 ล้านบาท โดยดำเนินกิจการในพื้นที่ตำบลสะตอนมานาน 8 ปี และขยายมาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ประมาณ 2 ปี

เจ้าของกิจการยอมรับว่า ยังไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2558 แต่ยืนยันว่าการนำเข้าสินค้าได้ดำเนินการอย่างถูกต้องผ่านบริษัทชิปปิ้ง และจะนำเอกสารหลักฐานการนำเข้ามาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ภายหลัง
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจสอบโกดังอีก 3 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากหน้าร้านประมาณ 500 เมตร ในพื้นที่หมู่ 5 บ้านสวนส้ม โดยโกดังแห่งแรก ใช้เก็บผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม โกดังแห่งที่2 ใช้เก็บอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เครื่องหนีบผมและไดร์เป่าผม ส่วนโกดังแห่งที่3 ใช้เก็บอุปกรณ์สำหรับทำเคมีผมและผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มีฉลากเป็นภาษาจีน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดและรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดสามโกดัง เพื่อตรวจสอบรายละเอียดการนำเข้าสินค้า การขออนุญาตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และความถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนดำเนินการ แจ้งข้อหา ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากคำให้การของเจ้าของกิจการ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เตรียมขยายผล ต่อไปเพื่อไม่ให้เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ซื้อสินค้าที่ด้อยคุณภาพและไม่ผ่าน พ.ร.บ เครื่องสำอาง