วันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ญาติและครอบครัวได้เคลื่อนร่าง นายศรีพันเดช หรือ ขุนเดช อายุ 60 ปี ออกจากบ้านพักใน ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม ไปประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ หลังได้บริจาคอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ไตและดวงตาทั้ง 2 ข้าง ให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยตามเจตนารมณ์ที่เคยตั้งไว้ขณะมีชีวิต

ด้านนางผ่องศรี อายุ 58 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายขุนเดช ได้ออกไปหาปลากับเพื่อน โดยระหว่างนั่งดื่มสุราอยู่บริเวณขอบสระน้ำ ได้เกิดอาการชักเกร็งและหมดสติ เพื่อนที่อยู่ด้วยในขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นอาการมึนเมาจากการดื่มสุรา จึงช่วยกันนำตัวกลับมาพักรักษาที่บ้าน แต่หลังจากอาการไม่ดีขึ้น ครอบครัวจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลนครพนม
แพทย์ได้ทำการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองและพบว่า เส้นเลือดในสมองแตก ขณะที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว อาการอยู่ในภาวะวิกฤติรุนแรง และแม้ทีมแพทย์จะพยายามให้การรักษาอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ จนเข้าสู่ภาวะสมองตายในเวลาต่อมา
ด้าน น.ส.ดวงฤทัย หรือ องุ่น อายุ 26 ปี บุตรสาว เล่าว่าตอนที่พ่อยังมีชีวิต เคยพูดเสมอว่าหากพ่อเป็นอะไรไป อวัยวะส่วนไหนในตัวพ่อที่เอาใช้กับคนอื่นได้ ก็บริจาคให้เขาไป ซึ่งหลังแพทย์ยืนยันว่าพ่ออยู่ในภาวะสมองตาย ซึ่งตามหลักการแพทย์ถือว่าเสียชีวิตแล้ว ตนและครอบครัวจึงตัดสินใจบริจาคอวัยวะทุกส่วนที่ยังสมบูรณ์ให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะ

นอกจากนี้ น.ส.ดวงฤทัยยังได้ยกมือไหว้กล่าวขออโหสิกรรมต่อเพื่อนบ้านและผู้ที่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับบิดา พร้อมขอให้ทุกฝ่ายให้อภัยซึ่งกันและกัน ก่อนจะเข้าไปเคาะโลงและบอกลาผู้เป็นพ่อว่า ทุกสิ่งที่สั่งเสียไว้ ครอบครัวได้ดำเนินการให้ครบถ้วนแล้ว พร้อมอธิษฐานขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุคติ
สำหรับนายศรีพันเดช หรือ ขุนเดช เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ในฐานะบุคคลที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน โดยชาวบ้านบางส่วนระบุว่า ผู้เสียชีวิตมักพกพาอาวุธปืนติดตัวและแสดงบทบาทเป็นผู้มีอิทธิพลในชุมชน จนสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง
โดยก่อนเริ่มพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ นายลือชัย ซึ่งเป็นหลานและเคยมีข้อพิพาทกับผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมาร่วมพิธี โดยยืนอยู่หน้ารูปถ่ายของนายศรีพันเดช พร้อมกล่าวอโหสิกรรมและยุติความบาดหมางทั้งหมดที่เคยมีต่อกัน

ขณะที่ นางสุภาลักษณ์ ใครบุตร รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม ในฐานะผู้แทนสภากาชาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายจากนางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม ได้เข้าร่วมแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิต พร้อมเปิดเผยว่า อวัยวะที่ได้รับบริจาคในครั้งนี้สามารถนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอการรักษาได้ถึง 4 ราย ถือเป็นการส่งต่อโอกาสและคุณค่าของชีวิตให้แก่เพื่อนมนุษย์ตามเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ของผู้บริจาค