15 ปีไร้ที่ซุกหัวนอน! เหยื่อไฟไหม้ปักธงชัย รัวชามเคาะถ้วย ทวง 15 ล้าน ฉะรัฐสับขาหลอก-ไล่ฟ้องศาลเอาเอง
15 ปีไร้ที่ซุกหัวนอน!  เหยื่อไฟไหม้ปักธงชัย รัวชามเคาะถ้วย ทวง 15 ล้าน ฉะรัฐสับขาหลอก-ไล่ฟ้องศาลเอาเอง
ข่าวสังคม - โซเชียล

15 ปีไร้ที่ซุกหัวนอน! เหยื่อไฟไหม้ปักธงชัย รัวชามเคาะถ้วย ทวง 15 ล้าน ฉะรัฐสับขาหลอก-ไล่ฟ้องศาลเอาเอง

ฟังข่าวนี้

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา น.ส.วรรณรัตน์ วีรชัยสุนทร พร้อมตัวแทนชาวตลาดปักธงชัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีเหตุเพลิงไหม้ชุมชนตลาดปักธงชัยเมื่อปี 2554 โดยกลุ่มผู้ร้องได้ร่วมกันตีชามและเคาะถ้วยส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนจากการที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย และไม่สามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมได้

น.ส.วรรณรัตน์ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ ชาวบ้านจำนวนมากต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิม เนื่องจากการปรับผังเมืองใหม่ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยมีขนาดคับแคบลง ส่งผลให้ต้องเช่าบ้านอาศัยอยู่เป็นเวลานานกว่า 15 ปี ขณะเดียวกันยังไม่ได้รับเงินชดเชยหรือการเยียวยาความเสียหายตามที่เรียกร้อง

ผู้ร้องระบุว่า การเดินทางมายื่นเรื่องครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อคัดค้านผลการประชุมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีข้อสรุปว่าไม่สามารถจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบได้ และแนะนำให้ผู้เสียหายไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลด้วยตนเอง โดยเห็นว่าข้อสรุปดังกล่าวขัดแย้งกับมติของผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ที่เคยมีมติให้ดำเนินการชดเชยเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ น.ส.วรรณรัตน์ ยังอ้างถึงเอกสารจากสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีที่ระบุให้มีการเยียวยาผู้ร้องในหลายส่วน ทั้งค่าก่อสร้างบ้านหลังใหม่บนที่ราชพัสดุแปลงเดิมตามสิทธิเดิมที่กรมธนารักษ์อนุมัติเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2556 ค่าเสียโอกาสจากการประกอบอาชีพค้าขายเป็นเวลา 12 ปี ค่าเช่าที่อยู่อาศัยหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อร้องเรียน รวมถึงค่าทนายความ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 15 ล้านบาท

น.ส.วรรณรัตน์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการประชุมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะไม่มีการประชุมในวันดังกล่าว แต่ภายหลังกลับมีการจัดประชุมขึ้น ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จและขัดต่อจริยธรรมหรือไม่

ด้านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า พื้นที่ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุแล้วสัญญาเช่าเดิมย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมาย กรมธนารักษ์จึงมีหน้าที่ในการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงผังเมืองใหม่ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังคงรักษาสิทธิของผู้เช่ารายเดิมให้สามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้ และไม่ได้มีการขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่แต่อย่างใด

นายสมพาศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับการจัดผังเมืองใหม่ จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาล 2 แห่ง โดยผลคดีถึงที่สุดแล้วทั้งสองคดี ได้แก่ ศาลอาญา ซึ่งยกฟ้องกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และเหตุเพลิงไหม้เป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้เกิดจากการกลั่นแกล้งประชาชน ขณะที่ศาลปกครองก็มีคำพิพากษายกคำร้องกรณีคัดค้านคำสั่งจัดระเบียบพื้นที่ของเทศบาลและจังหวัด โดยวินิจฉัยว่าการดำเนินการของภาครัฐเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับข้อเรียกร้องให้สามารถก่อสร้างอาคารในรูปแบบเดิมทั้งหมดนั้น นายสมพาศ ระบุว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากผังเมืองใหม่ต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงและมาตรฐานด้านผังเมืองของกรมโยธาธิการและผังเมือง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี จึงได้เชิญหน่วยงานกลาง ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงย้อนหลังตลอดระยะเวลา 10 ปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569

ผลการตรวจสอบของหน่วยงานกลางยืนยันตรงกันว่า การดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐมีฐานทางกฎหมายรองรับ และได้ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนตามขั้นตอนแล้ว ขณะที่กรณีการเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 15 ล้านบาทนั้น อัยการมีความเห็นว่า ภาครัฐไม่ได้กระทำการละเมิดต่อผู้ร้อง จึงไม่สามารถนำงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายเป็นค่าเยียวยาได้

ทั้งนี้ นายสมพาศ ยืนยันว่า ภาครัฐไม่ได้ปิดกั้นสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด หากเห็นว่าตนเองได้รับความเสียหาย ก็ยังสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายด้วยการยื่นฟ้องร้องในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองได้ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ