เครือข่ายโคนมไทยลุกฮือ! บุกเกษตรฯ ค้านเกณฑ์ นมโรงเรียน 69 ซัดเอื้อทุนใหญ่-ทำลายอาชีพเกษตรกรรายย่อย
ข่าวสังคม - โซเชียล

เครือข่ายโคนมไทยลุกฮือ! บุกเกษตรฯ ค้านเกณฑ์ นมโรงเรียน 69 ซัดเอื้อทุนใหญ่-ทำลายอาชีพเกษตรกรรายย่อย

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มภาคีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย นำโดยสมาคมโคนมก้าวหน้า สมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ และสมาคม SME ผู้รวบรวมและแปรรูปนมน้ำนมดิบ ได้รวมตัวกันออกแถลงการณ์คัดค้านร่างหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 โดยชี้ชัดว่าเกณฑ์ใหม่นี้ "ไม่เป็นธรรม" และอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายอาชีพเกษตรกรโคนมทั่วประเทศ

ประเด็นหลักที่สร้างความไม่พอใจอย่างมาก คือการกำหนดสัดส่วนการจัดสรรสิทธิให้ผู้ผลิตนมภาคเอกชนไม่เกิน 30% ซึ่งทางภาคีเครือข่ายมองว่าเป็นการตั้งเกณฑ์ที่บิดเบี้ยวและมีลักษณะ "เอื้อประโยชน์" ให้กับกลุ่มอภิสิทธิ์ชนหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่บางกลุ่มเท่านั้น

การจำกัดสัดส่วนดังกล่าวถูกมองว่าเป็นระบบ "โควตาพวกพ้อง" ที่จะนำไปสู่การผูกขาดในอุตสาหกรรมนมไทยอย่างเบ็ดเสร็จ แทนที่จะเน้นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการที่รับซื้อน้ำนมจากเกษตรกรจริง หวั่นผลกระทบลูกโซ่: SME ล้ม เกษตรกรตาย ทางเครือข่ายฯ ระบุว่า หากโรงงานแปรรูปนมรายย่อยและกลุ่ม SME ไม่ได้รับสิทธิในการจัดสรรนมโรงเรียนอย่างเป็นธรรม จะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนทันที เนื่องด้วยผู้ประกอบการเหล่านี้คือกลไกหลักในการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ "หาก SME อยู่ไม่ได้ เกษตรกรก็ไม่มีที่ไป น้ำนมดิบที่รีดออกมาทุกวันจะไม่มีโรงงานไหนรองรับ ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของอาชีพเกษตรกรโคนมที่สร้างกันมาหลายทศวรรษ" ตัวแทนเครือข่ายระบุ

นอกจากปัญหาเรื่องเกณฑ์การจัดสรรแล้ว ภาคีเครือข่ายยังได้ตีแผ่ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ สภาวะน้ำนมดิบส่วนเกินกว่า 769 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นผลพวงจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ผสมโรงกับการกีดกันผู้ประกอบการบางกลุ่มออกจากระบบ ทำให้ระบายน้ำนมดิบไม่ได้ตามเป้าหมาย 3 ข้อเรียกร้องยื่นตายตัวต่อ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ

ในการบุกยื่นหนังสือครั้งนี้ ทางภาคีเครือข่ายฯ ได้เสนอข้อเรียกร้องถึง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ดังนี้

1.นมทุกลิตรต้องมีสิทธิเท่าเทียม: ปรับปรุงเกณฑ์ให้เปิดกว้างสำหรับน้ำนมที่มาจากแม่วัวของเกษตรกรไทยทุกคน โดยต้องไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นหรือใช้ระบบโควตาที่เอื้อเฉพาะกลุ่ม

2.พิจารณาจากปริมาณรับซื้อจริง: ให้ยกเลิกการจัดชั้นผู้ประกอบการที่ซับซ้อน แต่ให้ใช้เกณฑ์ "ปริมาณน้ำนมดิบที่รับซื้อจริงจากเกษตรกร" เป็นตัวตั้งในการจัดสรรสิทธิ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำนมของเกษตรกรจะถูกส่งถึงมือเด็กนักเรียนจริงๆ

3.แก้ไขด่วนก่อนเปิดเทอม: เร่งดำเนินการแก้ไขหลักเกณฑ์ให้เสร็จสิ้นก่อนเริ่มปีการศึกษา 2569 เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเศรษฐกิจฐานรากและรักษาคุณภาพนมของเด็กเยาวชน

ทั้งนี้ทางกลุ่มได้มีการแถลงการณ์ทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำดุดันว่า "หยุดแบ่งแยกชั้นเกษตรกร นมทุกลิตรต้องเท่าเทียม!" พร้อมประกาศกร้าวว่าหากภาครัฐยังนิ่งเฉย หรือไม่มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ให้เกิดความเป็นธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทางภาคีเครือข่ายฯ ยืนยันจะยกระดับมาตรการกดดันขั้นสูงสุด จนกว่าสิทธิและอาชีพของเกษตรกรไทยจะได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง