วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (กองปราบปราม) ถนนพหลโยธิน ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยนายเก่ง สุเชษฐ์ ผู้ช่วย และกลุ่มผู้เสียหายกว่า 30 คน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนักธุรกิจรายหนึ่ง ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นสามีของนางเอกช่องดัง หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลจนเกิดความเสียหายรวมกว่า 1,300 ล้านบาท

ดร.แทนคุณ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายจำนวนมากร้องเรียนว่าถูกชายรายดังกล่าวชักชวนให้ลงทุนในรูปแบบเหรียญสกุลเงินดิจิทัล โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า และกำหนดวันครบสัญญาในวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้ลงทุนจำนวนมากจึงเฝ้ารอถอนเงินตามสัญญา แต่เมื่อถึงกำหนดกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้
เมื่อผู้เสียหายติดต่อไปสอบถาม กลับได้รับคำชี้แจงว่าระบบถูกแฮ็ก และอ้างว่าการทำธุรกรรมติดปัญหากฎหมายฟอกเงินของต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการด้านการลงทุนได้ตามปกติ
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลยังพบว่า ในปี 2568 นักธุรกิจรายดังกล่าวเคยถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน จนมีการออกหมายจับแล้ว โดยปัจจุบันตรวจสอบพบว่าหลบหนีไปพำนักอยู่ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ดร.แทนคุณ ระบุเพิ่มเติมว่า จากพฤติกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายข้อหา ทั้งตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งในอนาคตอาจนำไปสู่การตรวจสอบและยึดทรัพย์ได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคดีอาจไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องจากผู้เสียหายจำนวนมากไม่ได้เก็บหลักฐานไว้ครบถ้วน ส่งผลให้กระบวนการสอบสวนล่าช้า ประกอบกับมีการโยกย้ายพนักงานสอบสวนตามวาระราชการ ทำให้สำนวนคดีถูกเปลี่ยนมือและขาดความต่อเนื่องในการสืบสวนสอบสวน
ด้านคุณเกรซ อายุ 47 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่ผู้เสียหายคืออาของตน ซึ่งสนใจเรื่องการลงทุนและค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ก่อนพบเพจที่จัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในเงินดิจิทัล และมีการเชิญชวนให้ร่วมลงทุน
ภายหลังอาของตนเข้าร่วมสัมมนา ได้ตัดสินใจลงทุนจำนวนหลักล้านบาท โดยรูปแบบการลงทุนเป็นการซื้อเหรียญคริปโตในลักษณะคล้ายเงินฝากประจำ ซึ่งมีการทำสัญญา และระบุว่าหากถือครบกำหนดจะได้รับผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า รวมทั้งอ้างว่าจะทำให้เหรียญมีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ซื้อ
ช่วงแรกผู้ลงทุนบางรายยังได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง จึงทำให้เกิดความเชื่อมั่น และมีการลงทุนเพิ่มเติม โดยอาของตนได้ซื้อสัญญาเพิ่มอีกหนึ่งฉบับในชื่อตนเอง เป็นเงินประมาณ 70,000 บาท แต่เมื่อครบกำหนดสัญญากลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ โดยผู้ชักชวนยังคงอ้างว่าระบบถูกแฮ็กและมีปัญหาด้านเทคนิค
ขณะเดียวกันผู้เสียหายยังระบุว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หลายคนหลงเชื่อ เนื่องจากผู้ชักชวนมีการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ เช่น การถ่ายภาพร่วมกับบุคคลมีชื่อเสียง อาทิ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้นำประเทศดูไบ อีกทั้งยังอ้างว่าตนเองถือครองบิตคอยน์มากที่สุดในประเทศไทย และมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุนซึ่งมีผู้เข้าร่วมครั้งละหลักร้อยถึงหลักพันคน
ผู้เสียหายหลายรายจึงนำเงินเก็บทั้งหมดมาร่วมลงทุน บางรายถึงขั้นนำเงินที่เตรียมไว้รักษาโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง มาลงทุนด้วยความหวังว่าจะได้ผลตอบแทน แต่เมื่อไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ทำให้บางคนขาดเงินสำหรับการรักษา
นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังอ้างว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหายังคงใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอย่างสะดวกสบาย พร้อมทั้งข่มขู่ผู้เสียหายว่าการฟ้องร้องจะไม่สามารถเอาชนะคดีได้ อีกทั้งยังมีการดูหมิ่นผู้ที่ออกมาแจ้งความว่าเป็นผู้หลงเชื่อ ทำให้ผู้เสียหายบางส่วนไม่กล้าออกมาเปิดเผยตัวหรือดำเนินคดี ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้เสียหายที่รวมตัวกันอยู่มีมากกว่า 1,000 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้เสียหายยังตรวจสอบพบว่า เว็บไซต์และช่องทางการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจรายดังกล่าวยังคงเปิดดำเนินการและมีการชักชวนให้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกรงว่าจะมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น โดยบางรายอาจยังไม่ทราบว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการหลอกลงทุนครั้งนี้