จำได้ไหม ครูชัยยศ คดีทุจริตอาหารกลางวัน ล่าสุดพ้นมลทินแล้ว
ข่าวสังคม - โซเชียล

จำได้ไหม ครูชัยยศ คดีทุจริตอาหารกลางวัน ล่าสุดพ้นมลทินแล้ว

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 มีรายงานความคืบหน้ากรณีของนายชัยยศ สุขต้อ อายุ 57 ปี อดีตครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในฐานะผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากบทบาทของครูชัยยศในฐานะกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการอาหารกลางวันนักเรียน โดยอดีตผู้บริหารสถานศึกษาชี้แจงว่า ได้มีการบริหารจัดการอาหารกลางวันจากงบประมาณของนักเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษา เพื่อให้ครอบคลุมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประจำ ครอบครัวมีฐานะยากจน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2566

อย่างไรก็ตาม ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่า ครูชัยยศไม่ได้กระทำความผิดตามที่ ป.ป.ช. กล่าวหา

ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อบัญชี อุทัย ขัติวงษ์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากสมาคมพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา (ส.พ.บ.ค.) และทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางคดีให้กับ ครูชัยยศ สุขต้อ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่า วันศุกร์ที่ 27 ก.พ. 2569 ได้พา ครูชัยยศ สุขต้อ ไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เพื่อขอให้ศาลฯ ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด กรณีที่ศาลฯ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องครูชัยยศ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ตามที่พนักงานอัยการ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องครูชัยยศ ตามที่ ปปช. ได้ชี้มูลความผิดในคดีอาญา เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) โดยถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทุจริตโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน

ภาพจากเฟซบุ๊ก อุทัย ขัติวงษ์

ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ขอขยายเวลาในการอุทธรณ์ 3 ครั้ง จนถึงวันที่ 23 ก.พ. 2569 ศาลฯ ไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นขยายเวลาอุทธรณ์ต่อไป เป็นอันว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวแล้ว ในส่วนของครูซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 จึงทำให้คดีถึงที่สุด ครูจึงพ้นมลทินในคดีอาญาตามข้อกล่าวหาที่ ปปช. ได้ชี้มูลความผิด จากนั้น ได้พาครูไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอยื่นเอกสารเพิ่มเติม คือ หนังสือรับรองคดีถึงที่สุดของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อศาลปกครองฯ จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาในสำนวนคดี เพื่อมีคำพิพากษาตามที่ศาลฯ จะเห็นสมควรแก่การยุติธรรมต่อไป ซึ่งคงต้องรอระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง

ส่วนผลคำพิพากษาของศาลปกครองฯ จะออกมาเช่นไร คงขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ศาลพิจารณาและดุลยพินิจของศาลฯ ว่าจะเห็นเป็นประการใด จึงอยากฝากเรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้บริหารและครูที่อยู่ในราชการปัจจุบัน ว่าการดำเนินการใด ๆ ควรดำเนินการด้วยความตรงไปตรงมา ยึดระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นที่ตั้ง จะได้ไม่เกิดปัญหาและความยุ่งยากในภายหลัง

ภาพจากเฟซบุ๊ก อุทัย ขัติวงษ์

ในการดำเนินการต่าง ๆ ในโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษามีส่วนสำคัญที่สุดในการนำพาครู-นักเรียน เพื่อร่วมกันจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนสูงสุด ผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องมีความรอบรู้ ทั้งด้านการบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป และเป็นผู้นำที่ดีในโรงเรียน เพราะลำพังครูผู้สอนที่ต้องรับผิดชอบการสอน งานดูแลนักเรียน ก็เป็นภาระที่หนักอยู่แล้ว การที่จะให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องงานการเงิน-พัสดุ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะไม่ใช่หน้าที่หลักของครู

ภาพจากเฟซบุ๊ก อุทัย ขัติวงษ์

ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องบริหารจัดการในโรงเรียนด้วยหลักนิติธรรมและคุณธรรม จึงจะนำพาครูและนักเรียนไปสู่จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องการกลับเข้ารับราชการของครูนั้น คงเป็นเรื่องของอนาคต และคงต้องใช้เวลา เพราะครูจะเหลือเวลาอีก 8 เดือน ก็จะอายุ 60 ปีแล้ว และคงขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลปกครองเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งจะต้องติดตามต่อไป