ประกาศแล้ว! เลขา รมว.พม. แจงด่วน ปมเลิกสมาคมฌาปนกิจหลายจังหวัด
ข่าวสังคม - โซเชียล

ประกาศแล้ว! เลขา รมว.พม. แจงด่วน ปมเลิกสมาคมฌาปนกิจหลายจังหวัด

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่เอกสารประกาศนายทะเบียนกลางสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เรื่องการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งในหลายจังหวัด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากที่เป็นสมาชิกและจ่ายเงินสมทบเกิดความกังวล

เอกสารดังกล่าวระบุรายชื่อสมาคมที่ถูกยกเลิก อาทิ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย, สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินด่านขุนทด และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ฝากเงิน ธ.ก.ส.สาขาศรีสะเกษ เป็นต้น ทำให้สมาชิกในพื้นที่อื่น ๆ เกิดคำถามถึงความมั่นคงของสมาคมที่ตนเองสังกัดอยู่

ต่อมา นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ออกมาชี้แจงว่า การยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในหลายจังหวัด เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ โดยมีเหตุผลแตกต่างกันไป เช่น บางสมาคมไม่ดำเนินกิจการต่อ ที่ประชุมใหญ่มีมติยกเลิกเนื่องจากสมาชิกลาออกจำนวนมาก บางแห่งมีการค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้เสียชีวิต มีหนี้สะสมจำนวนมาก หรือไม่มีการส่งงบดุลเป็นเวลานาน รวมถึงกรณีจัดประชุมใหญ่แล้วมีกรรมการไม่ครบ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ หากสมาคมไม่ปฏิบัติตามระเบียบ เจ้าพนักงานท้องถิ่นก็มีอำนาจสั่งยกเลิก

ทั้งนี้ เดิมทั่วประเทศมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์กว่า 4,874 แห่ง โดยช่วงล่าสุดที่มีการยกเลิกประมาณ 10 แห่ง ถือว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับสถิติตั้งแต่ปี 2517–2569 ที่มีการยกเลิกไปแล้วประมาณ 1,000 แห่ง ปัจจุบันยังคงดำเนินการอยู่ 3,839 แห่ง

สำหรับข้อกังวลว่าการยกเลิกหลายแห่งจะกระทบสมาคมอื่นหรือไม่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต ชี้แจงว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะแต่ละสมาคมแยกการบริหารจัดการตามพื้นที่ หากแห่งใดมีปัญหาก็ยกเลิกเฉพาะแห่งนั้น ไม่กระทบสมาคมอื่น

กรณีสมาชิกที่จ่ายเงินสมทบไปแล้วแต่สมาคมถูกยกเลิก จะมีขั้นตอนการชำระบัญชี โดยต้องตรวจสอบรายละเอียดทรัพย์สินและภาระหนี้สินตามเงื่อนไขของแต่ละสมาคม ซึ่งโดยหลักจะมีการกันเงินสำรองไว้คล้ายระบบประกัน และต้องดำเนินการเฉลี่ยทรัพย์ตามกฎหมาย

เมื่อถูกถามว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของโมเดลสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือไม่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต ระบุว่า ควรพิจารณาเป็นรายกรณี เนื่องจากแต่ละแห่งมีเหตุผลแตกต่างกัน พร้อมแนะนำว่าหากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และย้ำว่าอย่าไปแตกตื่น