หายสงสัย! เมล็ดแก้วมังกร ควรคายทิ้งหรือกลืน
ข่าวสังคม - โซเชียล

หายสงสัย! เมล็ดแก้วมังกร ควรคายทิ้งหรือกลืน

แก้วมังกร (ชื่อวิทยาศาสตร์: Hylocereus spp.) เป็นผลไม้เมืองร้อนชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ ตะบองเพชร (Cactaceae) มีถิ่นกำเนิดจาก อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันแพร่หลายและเพาะปลูกอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เวียดนาม จีน และอิสราเอล

ลักษณะทั่วไปของแก้วมังกร จะมีรูปร่างรีหรือทรงไข่ ผิวสีชมพูหรือแดงสด มี "กาบเขียว" คล้ายเกล็ดมังกร เนื้อในมี 2 แบบ คือ เนื้อขาว และ เนื้อแดงหรือม่วงเข้ม และ มีเมล็ดเล็กสีดำกระจายทั่วเนื้อ คล้ายเมล็ดกีวี

เมล็ดแก้วมังกรแม้จะเล็กมาก แต่แฝงไว้ด้วยสารอาหารและไฟเบอร์หลากหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้

1. แหล่งของกรดไขมันดี (Omega-3 และ Omega-6) เมล็ดแก้วมังกรมีไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อหัวใจ โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)

2. ช่วยระบบขับถ่าย เมล็ดมีเส้นใยอาหาร (dietary fiber) ช่วยเพิ่มกากในลำไส้ กระตุ้นการบีบตัว และป้องกันท้องผูก

3. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เมล็ดมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ฟีนอลิก (phenolics) และ วิตามินอี ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและชะลอความเสื่อมของเซลล์

4. อาจช่วยต้านการอักเสบ จากการศึกษาเบื้องต้น สารบางชนิดในเมล็ดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อสุขภาพลำไส้และระบบภูมิคุ้มกัน

ข้อควรระวัง (เล็กน้อย)

สำหรับคนที่มีปัญหาระบบย่อยอาหาร (เช่น โรคลำไส้แปรปรวน) การกินเมล็ดมากเกินไปอาจทำให้แน่นท้อง หรือท้องอืดได้ เนื่องจากไฟเบอร์สูง

ไม่ควรเคี้ยวเมล็ดมากจนเกินไปถ้ามีฟันปลอม เพราะเมล็ดอาจติดซอกฟันได้ง่าย

คุณค่าทางโภชนาการของแก้วมังกร (ต่อ 100 กรัม โดยเฉลี่ย)

พลังงาน: 50–60 กิโลแคลอรี

คาร์โบไฮเดรต: ~11 กรัม

ใยอาหาร: สูง (~3 กรัม)

วิตามินซี: ~20–30 มก.

มีแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม เหล็ก และแมกนีเซียม

มีกรดไขมันดีในเมล็ด เช่น โอเมก้า-3

โดยสรุป เมล็ดแก้วมังกรมีประโยชน์มากกว่ามีโทษ