วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 69 ข่าวรายงานว่า ที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พ.ต.ท.กวินเวทย์ วิริยะสิริภักดี รอง ผกก.ป.สภ.คลองหลวง พ.ต.ต.พงษ์นพนนท์ รุ่งโรจน์ สว.สส.สภ.คลองหลวง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.คลองหลวง และดร.วิระศักดิ์ ฮาดา นายก.อบต.คลองสาม และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าภูมิภาค ปทุมธานี ร่วมแถลงข่าวจับกุมนายธานี (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปีคนร้ายก่อเหตุลักอุปกรณ์เชื่อมต่อสายไฟฟ้าลงดินคลองสามมูลค่าความเสียหายกว่า 5 ล้านบาท โดยสามารถจีบกุมได้ที่หมู่ 6 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมของกลางจำนวนหลายรายการ สะพานไฟ 12 ชิ้น ไฟฉาย 2 ชิ้น คีมตัดสายไฟ คัตเตอร์ ไขควง บล็อกถอนน็อตไร้สาย เครื่องชั่งน้ำหนัก เลื่อยตัดเหล็ก และรถจักรยานยนต์ 1 คัน

ในขณะที่ทางด้านผู้ต้องหาให้การยอมรับว่า ของกลางดังกล่าวได้ลักมาจากตู้ไฟริมถนนเลียบคลองสามบริเวณตรงข้ามหมู่บ้านชลิดา หมู่ที่ 6 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อ้างว่าทำเป็นครั้งแรกเดิมตนเองมีอาชีพส่งแก๊สพื้นที่คลองสาม

เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดหรือเพื่อหลบหนี นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
พ.ต.ท.กวินเวทย์ วิริยะสิริภักดี รอง ผกก.ป.สภ.คลองหลวง กล่าวว่าสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 03.00 น. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบชายต้องสงสัยนั่งอยู่บริเวณสะพานตรงข้ามซอย 6/3 หมู่ 6 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ต่อมาเวลาประมาณ 03.50 น. เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและจับกุมนายธานี ศรีแสงทรัพย์ ขณะนั่งอยู่คร่อมรถจักรยานยนต์

จากการตรวจค้นตัวไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่เมื่อค้นรถจักรยานยนต์ พบของกลางหลายรายการ ประกอบด้วย สะพานไฟ 12 ชิ้น ไฟฉาย 2 ชิ้น คีมตัดสายไฟ คัตเตอร์ ไขควง บล็อกถอนน็อตไร้สาย เครื่องชั่งน้ำหนัก เลื่อยตัดเหล็กพบอยู่ภายในถุงผ้าสีดำใต้รถจักรยานยนต์
ด้าน ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม กล่าวว่าด้วยความโมโหว่าการจับกุมขบวนการขโมยสายไฟคนร้ายซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงการนำสายไฟลงดินในพื้นที่คลองสามซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ใช้งบประมาณประมาณ 100 ล้านบาท โดยเฉพาะความเสียหายจากการขโมยครั้งนี้มีมูลค่าประมาณ 4–5 ล้านบาท ส่งผลให้งานที่ใกล้เสร็จและเตรียมส่งมอบภายในไม่กี่เดือนต้องหยุดชะงักและต้องกลับไปซ่อมแซมใหม่หลายจุด

ในด้านการดำเนินคดี อบต ได้ประสานงานร่วมกับตำรวจ สภ.คลองหลวง และชุดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางซึ่งเป็นสายไฟที่ถูกปลอกเปลือกแล้ว โดยนายก.ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครหรือมีความสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพลใดก็ตามเพราะถือเป็นการทำลายทรัพย์สินราชการและงบประมาณของแผ่นดิน
นายกแดง กล่าวว่า สำหรับมาตรการเชิงรุกได้สั่งการให้ขยายผลไปยังร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ หากพบว่ารับซื้อสายไฟที่เป็นของทางราชการจะดำเนินการปิดร้านและเพิกถอนใบอนุญาตทันทีพร้อมกันนี้ยังขอความร่วมมือประชาชนช่วยสอดส่องดูแล หากพบเห็นการดึงสายไฟในเวลากลางคืนให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ อบต จะไม่ปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวในช่วงเวลากลางคืน ตนยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างจริงจังกับขบวนการขโมยสายไฟ เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อโครงการมูลค่าร้อยล้านและก่อให้เกิดความเสียหายหลายล้านบาทพร้อมย้ำว่าจะดำเนินการกับร้านรับซื้อของเก่าที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

ทางด้านเจ้าหน้าที่การการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า ได้นำตัวอย่างบัสบาร์ทองแดง (Busbar) มาแสดงซึ่งเป็นแถบทองแดงขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าหลักภายในตู้ควบคุมอุปกรณ์ชนิดนี้มีความสำคัญต่อการรับและกระจายกระแสไฟฟ้าแรงสูง เพื่อส่งต่อไปยังบ้านเรือนประชาชน หากอุปกรณ์ส่วนนี้เกิดความเสียหายหรือสูญหาย จะส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบจ่ายไฟฟ้าโดยตรง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีการลักลอบขโมยบัสบาร์ทองแดงออกจากตู้ควบคุมไฟฟ้า จำนวน 12 ชิ้น โดยมีมูลค่าประมาณกว่า 30,000 บาทต่อชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะตัวอุปกรณ์รวมประมาณ 360,000 บาท ซึ่งพบการสูญหายบริเวณตู้ควบคุมไฟฟ้า(ตู้ยูนิต)หมายเลข 1 และ 2 เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในพื้นที่อ.คลองหลวง อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหากไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว การไฟฟ้าอาจไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังทำให้การดำเนินโครงการในส่วนของเฟส 1 ต้องหยุดชะงัก และต้องเริ่มกระบวนการจัดหาอุปกรณ์ใหม่ อีกทั้งบัสบาร์ทองแดงบางรายการจำเป็นต้องสั่งผลิตหรือนำเข้าจากต่างประเทศไม่สามารถจัดซื้อได้จากร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไปส่งผลให้ระยะเวลาในการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบยาวนานมากขึ้น เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า บัสบาร์ทองแดงถือเป็นอุปกรณ์สำคัญต่อระบบจ่ายไฟฟ้า การลักลอบนำไปขายเป็นเศษโลหะอาจได้เงินเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายหลักแสนบาท และความเดือดร้อนของประชาชนในวงกว้าง ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีโทษรุนแรงกว่าการลักทรัพย์ทั่วไป
กำพล วงศ์สุทธา ทีมข่าวปทุมธานี รายงาน