ความคืบหน้ากรณีกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถือหมายค้นบุกเข้าปล้นร้านจำหน่ายกัญชาในพื้นที่ ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี กวาดเงินสดไปกว่า 800,000 บาท พร้อมกัญชาของกลางน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ล่าสุดศาลจังหวัดปทุมธานีได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการรวม 5 ราย และเจ้าหน้าที่สามารถขยายผลจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุเพิ่มได้อีก 1 ราย
จากการสืบสวนพบว่า หนึ่งในผู้ต้องหาคือ ร.ต.อ.ปองภพ แก้วคูณ รอง สว.ฝอ.บก.น.2 หรือ ผู้กองแขก ซึ่งถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธ และใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดหรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามคดีอาญาที่ 90/2569 ลงวันที่ 12 ก.พ. และถูกจับกุมเมื่อวันที่ 13 ก.พ. เวลา 12.00 น.
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ก.พ. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง โดยลงนามคำสั่ง บก.น.2 ที่ 57/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน มอบหมายให้ พ.ต.อ.สราวุธ บุตรดี ผกก.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น. ปฏิบัติราชการ บก.น.2 เป็นประธานกรรมการ พร้อมคณะ ทำหน้าที่สอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2547
คำสั่งดังกล่าวระบุว่า หากการสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจรายอื่น และพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ประธานกรรมการรายงานผู้บังคับบัญชาโดยเร็ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัยต่อไป
ขณะเดียวกัน ผบก.น.2 ได้ลงนามคำสั่งที่ 58/2569 ให้ ร.ต.อ.ปองภพ ออกจากราชการไว้ก่อน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 105 มาตรา 131 และมาตรา 179 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ประกอบกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 เนื่องจากเป็นกรณีถูกตั้งกรรมการสอบสวน และตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา
คำสั่งระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตำรวจ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน แต่กลับถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาเสียเอง หากยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ อีกทั้งการสอบสวนคดีอาญาและวินัยคาดว่าจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว จึงมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่ถูกจับกุมและควบคุมตัว
ทั้งนี้ ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และหากประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์ สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการขยายผล เพื่อติดตามผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป