วันนี้ (6 ก.พ. 69) นายปรีชา ชัยรัตน์ หรือ เสี่ยปรีชา อายุ 76 ปี เจ้าของกิจการโรงน้ำตาลเริ่มอุดม โรงแรมบ้านเชียง ตลาดปรีชา และอสังหาริมทรัพย์ เสี่ยใจดีหรือเสี่ยแจกอั่งเปา ชื่อดังของ จ.อุดรธานี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ประกาศยุติการแจกอั่งเปา ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ หลังจากแจกต่อเนื่องกันมา 40-50 ปีมาแล้ว ซึ่งมีเหตุผล ประการแรก เพราะเป็นช่วงใกล้วันจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก่อนตรุษจีนไปเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ก็เกรงกันว่าจะหมิ่นเหม่ต่อระเบียบกฎหมายการเลือกตั้ง
ประการที่สอง ก็คือเรื่องของอายุตอนนี้อายุ 76 ปีแล้ว ที่ผ่านมาความตั้งใจของการแจกอั่งเปาก็มีระยะเวลาที่พอสมควรแล้ว อายุมากขึ้นก็ถึงเวลาที่จะยุติสิ่งที่ตั้งใจทำมา ประการที่สาม ก็คือทุกปีก็จะเห็นผู้คนมารอรับอั่งเปากันตั้งแต่ 03.00-04.00 น. กว่าจะได้รับการครบก็ 10 โมงเช้า ต้องเสียเวลาทำมาหากินไปหนึ่งวัน บางทีมันก็ไม่คุ้มที่จะมารอรับ ไปทำงานน่าจะได้เงินมากกว่า และการไม่แจกอั่งเปาในปีนี้ รวมทั้งการยุติในการที่จะแจกอั่งเปาในปีต่อๆ ไปด้วย
สาเหตุที่ต้องงดแจกอั่งเปาเทศกาลตรุษจีนในปีนี้ มันเหมือนกับว่าเราไปทำผิดระเบียบการเลือกตั้ง ซึ่งเราไม่ทราบ ฉะนั้นเพื่อเป็นการยุติ วันตรุษจีนปีนี้คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ส่วนการเลือกตั้ง สส.คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถ้าเราแจกไปมันจะเป็นอะไรหรือเปล่า จะมีเหตุอะไรอีกหรือเปล่า ก็เลยขอยุติเป็นเหตุหลัก เหตุที่ 2 แจกอั่งเปามา 40-50 ปีแล้ว วันนี้ตนมีอายุ 76 ปีแล้ว สมควรจะต้องพักผ่อนแล้ว ผมให้กับสังคมมากแล้ว จึงถือโอกาสอวยพรในเทศกาลตรุษจีนหรือว่าปีใหม่ของชาวจีน ให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและยืนหยัดต่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจที่ในช่วงปีนี้ ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร
หากเราย้อนเวลากลับเทศกาลตรุษจีนทุกๆ ปี บริเวณหน้าบ้านสำลีเงิน ถนนนิตโย ก็จะมีผู้คนไปรอรับแจกอั่งเปา ซึ่งก็มีอยู่สองประเด็นเท่าที่เรารวบรวมมา ประเด็นแรกก็คือต้องการเงินอั่งเปาเพื่อเป็นสิริมงคลเอาไปต่อยอดในการลงทุน ประเด็นที่สองก็คือ นำเงินจากอั่งเปาไปใช้จ่ายกัน เสี่ยปรีชาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่เริ่มแรก จากแจกอั่งเปาเริ่มขึ้นจากที่มีลูกน้องมาขออั่งเปา 200 บาท จากนั้น ก็กลายเป็นอั่งเปาที่แจกให้กับผู้คน ซึ่งก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ต้องจัดระเบียบให้ผู้พิการให้ผู้สูงอายุให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าไปรับอั่งเปาในลำดับต้นก่อน ซึ่งตรุษจีนในปีนี้ก็จะไม่มีภาพอย่างนั้นที่บริเวณหน้าบ้านสำลีเงินอีกต่อไป ก็จะเหลือเฉพาะตำนานเล่าขานให้ลูกหลานฟังสืบไป