วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 โลกโซเชียลเกิดกระแสฮือฮา หลังชาวบ้านในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่พบเห็นแสงปริศนาลักษณะเป็นลูกไฟสีส้ม ปรากฏบนท้องฟ้า ลากเป็นแนวยาวและพุ่งไปทางทิศใต้ของอำเภอเมืองเชียงใหม่ จนเกิดข้อสงสัยว่าแสงดังกล่าวคือปรากฏการณ์อะไร
ต่อมามีการแชร์ภาพและคลิปวิดีโอออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดการคาดเดาต่างๆ นานา บางส่วนเข้าใจว่าอาจเป็นดาวตกหรือวัตถุแปลกประหลาดบนท้องฟ้า
ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้ออกมาให้คำอธิบายถึงปรากฏการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่าแสงที่พบเห็นนั้นคือ เมฆหางเครื่องบิน หรือที่เรียกในทางวิชาการว่า คอนเทรล

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติอธิบายว่า ช่วงเช้าของวันเดียวกันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่พบเห็นเมฆหางเครื่องบินได้เป็นวงกว้าง ซึ่งสามารถพบเห็นได้บ่อยในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากอุณหภูมิในระดับความสูงบนท้องฟ้ามีความเย็นจัด
เมฆสีขาวที่เห็นเป็นแนวยาวบนท้องฟ้านั้น เรียกว่า คอนเทรล ย่อมาจาก Condensation Trail หรือที่คนไทยเรียกกันว่า เมฆหางเครื่องบิน โดยเป็นเมฆที่เกิดจากไอเสียของเครื่องบินไอพ่น เมื่อเครื่องบินบินในระดับสูง ไอน้ำและสารประกอบจากการสันดาปของเครื่องยนต์ไอพ่นจะปะทะกับอากาศเย็นภายนอก จนเกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำ ทำให้มองเห็นเป็นเมฆสีขาวพ่นออกมาทางท้ายเครื่องยนต์
ไอน้ำถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอากาศรอบตัวเรา ปริมาณไอน้ำในอากาศสัมพันธ์กับความชื้น ซึ่งอากาศจะสามารถรองรับไอน้ำได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง ความสามารถในการรองรับความชื้นก็จะลดลง ทำให้ไอน้ำส่วนเกินควบแน่นออกมาเป็นละอองน้ำ
ไอน้ำแท้จริงแล้วเป็นแก๊สใสไม่มีสี แต่ไอน้ำที่เห็นจากน้ำเดือดหรือในอากาศเย็นนั้นคือหยดละอองน้ำขนาดเล็กที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำ เช่นเดียวกับลมหายใจที่มองเห็นได้บนยอดดอยในช่วงอากาศหนาว
ในทำนองเดียวกัน ผลผลิตจากการสันดาปของเครื่องยนต์ไอพ่นเครื่องบินประกอบด้วยน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถกลั่นตัวเป็นละอองน้ำและก่อให้เกิดเป็นเมฆที่ปรากฏอยู่ด้านหลังเครื่องบิน จึงเรียกว่า เมฆหางเครื่องบิน

เมฆหางเครื่องบินจะเกิดได้ดีในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำ มักพบเห็นได้ชัดในประเทศเขตหนาว แต่ในบางช่วงของฤดูหนาว ประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยก็สามารถพบเห็นได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเครื่องบินบินอยู่ในระดับความสูงมาก ซึ่งอุณหภูมิอาจต่ำกว่าภาคพื้นดินอย่างมาก
เมฆหางเครื่องบินสามารถเกิดขึ้นที่ระดับความสูงมากกว่า 8,000 เมตร หรือประมาณ 26,000 ฟุต ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้เป็นบริเวณกว้าง และอาจค้างอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ก่อนจะค่อยๆ กระจายตัวออก
ในบางกรณี หากเมฆหางเครื่องบินปรากฏในช่วงรุ่งเช้าหรือหัวค่ำ เมฆดังกล่าวอาจสะท้อนแสงสนธยา ทำให้มองเห็นเป็นสีส้มแดง และสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นลูกไฟหรือดาวตกได้
อย่างไรก็ตาม ดาวตกจะมีลักษณะเคลื่อนที่เร็ว ความสว่างไม่คงที่ และปรากฏให้เห็นเพียงเสี้ยววินาทีถึงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ขณะที่เมฆหางเครื่องบินจะเคลื่อนที่ช้ากว่าและสามารถสังเกตเห็นค้างอยู่บนท้องฟ้าได้เป็นระยะเวลานาน จึงสามารถใช้ลักษณะดังกล่าวแยกความแตกต่างของทั้งสองปรากฏการณ์ได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ดาวตกส่วนใหญ่มักไม่สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางวัน เว้นแต่จะมีความสว่างสูงมากจนเกิดเป็นแสงวาบบนท้องฟ้า