เพจเฟซบุ๊ก องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน โพสต์ข้อความนำเสนอแนวคิดโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ระบบข้อมูลในการบริหารจัดการ เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของครอบครัวเกษตรกรที่มีรายได้น้อย ซึ่งต้องแบกรับภาระค่าเดินทางบุตรหลานสูงถึงร้อยละ 20 ของรายได้ จนกลายเป็นความเสี่ยงที่เด็กอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา ทาง อบจ.ลำพูน จึงได้นำข้อมูลที่อยู่จริงของนักเรียนมาวิเคราะห์เพื่อจัดเส้นทางเดินรถให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และปลอดภัย หวังช่วยลดต้นทุนชีวิตให้ผู้ปกครองและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่จับต้องได้
โดยทางเพจระบุข้อความฉบับเต็มว่า การศึกษาไม่ควรแพง บทเรียนจากโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ข้อมูลนำทาง ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งในลำพูน พ่อแม่ทำงานภาคเกษตร รายได้ทั้งปีไม่ได้สูงมาก แต่ทุกเช้าต้องคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ ว่า วันนี้ลูกจะไปโรงเรียนยังไง และคำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่มันคือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน
นักเรียนจำนวนไม่น้อยมาจากครัวเรือนแรงงานภาคเกษตรที่มีรายได้ไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี แต่กลับต้องแบกรับค่าเดินทางไปโรงเรียนเฉลี่ยราว 20% ของรายได้ ค่าใช้จ่ายแบบนี้เป็น รายจ่ายแฝง ที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่กระทบชีวิตจริงมากที่สุด เพราะมันไม่ใช่การจ่ายครั้งเดียวแล้วจบ มันสะสมทุกวัน ทุกเดือน และกัดกินคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว ในบางกรณี ภาระเหล่านี้อาจทำให้เด็กต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะ หลุดออกนอกระบบการศึกษา อย่างน่าเสียดาย
อบจ.ลำพูนจึงตั้งต้นจากคำถามที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า ถ้าเราจะช่วยให้เด็กได้เรียน เราจะลดต้นทุนชีวิตของครอบครัวตรงไหนได้บ้าง คำตอบหนึ่งคือ การเดินทาง แต่แทนที่จะทำแบบกว้างๆ หรือใช้ความคุ้นชินเป็นหลัก โครงการรถรับส่งนักเรียนของ อบจ.ลำพูน เริ่มจากการใช้ ข้อมูลรายบุคคลของนักเรียน มาวิเคราะห์ เพื่อจัดเส้นทางเดินรถที่ มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ข้อมูลช่วยให้เราเห็นภาพจริงว่า เด็กอยู่ที่ไหน กระจายตัวอย่างไร เส้นทางไหนควรเป็นเส้นหลัก จุดไหนควรเป็นจุดรับ-ส่ง และทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์
ผลที่ได้ไม่ใช่แค่ รถวิ่งเป็นเส้นทาง แต่คือการเพิ่มโอกาสให้ เด็กเข้าถึงบริการได้จริง มากขึ้น และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การประหยัดค่าใช้จ่าย คือ ความปลอดภัย ระบบรถรับส่งที่ครอบคลุมช่วยลดความเสี่ยงจากการที่นักเรียนต้องเดินทางด้วยตนเอง ลดภาระของผู้ปกครองที่ต้องกังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในทุกวันเรียน อบจ.ลำพูนเชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีควรตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน และ การใช้ข้อมูลจริงเพื่อการตัดสินใจ คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
เพราะสุดท้ายแล้ว การศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของคนที่ จ่ายไหว เท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่เด็กทุกคนในลำพูน เข้าถึงได้ โดยไม่ต้องให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างการศึกษาที่ดีของลูก กับภาระที่หนักเกินกำลัง